
เอ็มเจ มาสเตอร์ เจอร์นี่ (MJ Master Journey) ผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์สื่อนอกบ้าน ประกาศรุกตลาดโฆษณา ด้วยการปรับนิยามใหม่จาก “Location-Based Buying” สู่ “Journey-Based Strategy” ด้วยโซลูชัน เปลี่ยนสื่อนอกบ้าน ให้เป็นแกนหลักของแคมเปญ โดยเน้นการออกแบบการสื่อสารให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการเคลื่อนที่ของผู้บริโภคใน 24 ชั่วโมง เพื่อเปลี่ยนการรับรู้ให้กลายเป็นยอดขาย แก้ปัญหานักการตลาดที่ผู้บริโภค 80% มีพฤติกรรมหลีกเลี่ยงโฆษณาออนไลน์ (Skippable Ads)
ทำความรู้จัก Journey-Based OOH
เมื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคในแต่ละวันไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่ม แต่เป็นการเคลื่อนที่ผ่านชุดความคิดหรือ Mindset ที่แปรเปลี่ยนไปตามช่วงเวลา ตั้งแต่จังหวะการเดินทางไปทำงาน การเปลี่ยนจุดหมายระหว่างวัน ตลอดจนช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนและการท่องเที่ยวในวันหยุด ซึ่งแต่ละช่วงเวลาล้วนเป็นจังหวะที่ผู้คนเปิดรับข้อมูลในระดับที่แตกต่างกัน
ดังนั้นเมื่อแบรนด์สามารถ “ออกแบบการสื่อสาร” ให้สอดคล้องกับ Audience Journey ได้อย่างแม่นยำ Business Journey ก็จะถูกขับเคลื่อนให้เดินหน้าไปอย่างมีทิศทาง
ตั้งแต่การสร้างความต้องการ (Demand) การพิจารณา (Consideration) การตัดสินใจซื้อ (Decision) ไปจนถึงการสร้างความภักดีต่อแบรนด์ (Loyalty)
ส่งผลให้การวางกลยุทธ์ OOH ในยุคใหม่ไม่ใช่เพียงแค่การยึดครองทำเลที่ดีเท่านั้น แต่คือการเข้าถึงผู้บริโภคในจังหวะที่พวกเขาพร้อมเปิดรับและพร้อมขยับเข้าสู่ขั้นถัดไปของการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพ
คุณวิชิต คุณคงคาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ MJ Master Journey กล่าวว่าปัญหาของนักการตลาดในปัจจุบัน คือการซื้อสื่อแบบแยกส่วน (Fragmented Buying) ซึ่งทำให้ไม่สามารถคุมทิศทางแคมเปญ MJ จึงเข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้ออกแบบการเชื่อมโยง Touchpoint ทุก OOH formats ทั่วประเทศ
ตั้งแต่ช่วงเดินทางไปทำงาน จนถึงช่วงพักผ่อน เพื่อสร้างอิมแพ็คในจังหวะที่ Mindset ของผู้คนพร้อมเปิดรับข้อมูลมากที่สุด
รูปแบบ Journey-Based OOH จึงเป็นการวางแผนสื่อนอกบ้านที่ยึดเอา “เส้นทางตัดสินใจ” ของผู้บริโภคเป็นตัวตั้ง แทนที่จะยึดติดกับจำนวนจอหรือทำเลทองเพียงอย่างเดียว
ทำไมการวัดผล OOH แบบเดิมถึงไม่เพียงพอสำหรับธุรกิจในปี 2569
ปัญหาหลักของแบรนด์ในการใช้สื่อ OOH วันนี้ คือความกระจัดกระจายของ OOH ทั้งเรื่อง Vendor, Format และการวัดผล ทำให้ได้ Reach แต่ยังตอบยากว่าช่วยเร่งการตัดสินใจหรือเชื่อมกับ KPI ธุรกิจจริงแค่ไหน เพราะการวัดผลเพียงแค่ Reach หรือ Eyeballs ไม่สามารถตอบโจทย์ KPI ทางธุรกิจที่เข้มข้นขึ้นได้ในปัจจุบัน
MJ จึงได้พัฒนาแนวทางที่เรียกว่า ExEn ซึ่งเป็น Journey Impact Framework เป็นการทำงานร่วมกันระหว่าง Ex-pert (ผู้เชี่ยวชาญ) และ En-gined Ai เพื่อปิดรอยรั่วของการสื่อสาร โดยมีรายละเอียดความแตกต่างดังนี้:
1.เกณฑ์การคัดเลือกสื่อ
– แบบดั้งเดิม : เน้นทำเล (Location) และจำนวนจอ
– MJ : เน้นเส้นทางชีวิต (Audience Journey)
2. บทบาทของOOH
– แบบดั้งเดิม : สร้างการรับรู้ (Awareness) เท่านั้น
– MJ : รวม OOH ecosystem ภายใต้ Journey เดียว เพื่อเพิ่มบทบาทในการปิดการขาย(Lower-Funnel)
3. การบริหารจัดการ
– แบบดั้งเดิม : แยกซื้อตาม Vendor และ หลาย Format แต่ไม่มี owner ภาพรวม
– MJ : ทำหน้าที่เป็น “One Strategy Owner” รวมการทำงาน OOH ให้เป็นระบบเดียว
4. ผลลัพธ์ที่ได้
– แบบดั้งเดิม : KPI กระจัดกระจาย ไม่เห็นภาพรวมแคมเปญ และไม่สามารถเชื่อมโยงกับ Business KPI ได้
– MJ : ExEn ช่วยให้ได้ KPI ที่สะท้อนภาพรวมแคมเปญเป็นหนึ่งเดียว และช่วยสะท้อนประสิทธิภาพในมุม Business Outcome ได้
คุณหรรษภรณ์ อัศวสกลรัตน์ Head of Sales & Marketing, MJ Master Journey กล่าวว่า “OOH ที่ดีไม่ใช่สื่อที่ดังที่สุดหรือราคาถูกที่สุด แต่คือสื่อที่อยู่ ถูกที่ ถูกเวลา และถูกอารมณ์ กลยุทธ์ Journey-Based Planning คือการจัดสรรงบประมาณตามจังหวะการตัดสินใจของผู้บริโภคไม่ใช่กระจายตามฟอร์แมต เพื่อแก้ Pain Point ของแบรนด์ที่ลงทุนไปแล้วแต่ไม่เห็นผลลัพธ์ทางธุรกิจที่วัดผลได้”
MJ Master Journey ก่อตั้งขึ้นเมื่อปลายปี 2568 โดยรวมบุคลากรที่เชี่ยวชาญและมีประสบการณ์ในวงการสื่อสารทางการตลาด โดยเฉพาะสื่อ OOH มานานกว่า 25 ปี ทำให้ MJ มีความพร้อมในการบริหารจัดการสื่อนอกบ้าน จนสามารถเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรใน Ecosystem ของ OOH ได้ครอบคลุม 100% ทั่วประเทศไทย เพื่อให้แบรนด์เข้าถึงพื้นที่โฆษณาได้ทุกรูปแบบ
จากสถิติที่ผ่านมาพบว่าโมเดลการวางแผนสื่อของ MJ สามารถช่วยแบรนด์ลดต้นทุนโฆษณาได้สูงถึง 10-50% เมื่อเทียบกับการซื้อสื่อนอกบ้านในรูปแบบเดิม
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE



