
พบว่ามีผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค 5 รายใหญ่ ได้ทยอยส่งหนังสือถึงคู่ค้า-ร้านค้า ชี้แจงสถานการณ์ต้นทุนผลิตปรับตัวสูง ทำให้ตั้งแต่เดือนเมษายน เป็นต้นไป อาจต้องมีการปรับเพิ่มราคาขึ้นตามต้นทุนใหม่ สรุปได้ดังนี้
1. บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด
– บริษัทได้รับแจ้งจากซัพพลายเออร์หลายราย เรื่องความไม่เพียงพอของวัตถุดิบ ที่มีความเกี่ยวเนื่องกับน้ำมันดิบ จากผลกระทบจากความชัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลต่อการส่งมอบบรรจุภัณฑ์ไม่เป็นไปตามความต้องการ ได้แก่ ซองสินค้า ขวดพลาสติก และพลาสติก เป็นต้น ทำให้การส่งมอบสินค้าผลิตภัณฑ์ของบริษัท ตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป มีโอกาสขาดส่งได้ จึงแจ้งล่วงหน้า เพื่อเตรียมการรับมือร่วมกัน
2. บริษัท เอฟแอนต์เอ็น แดรี่ส์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ F&N
– ประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการ Supply สินค้าอย่างใกล้ชิด ด้วยการการบริหารความเสี่ยงด้านการชนส่ง เนื่องจากเส้นทางการขนส่งทางทะเล และทางอากาศอาจได้รับผลกระทบ บริษัทฯกำลังสำรวจเส้นทางสำรองและประสานงานกับคู่ค้าโลจิสติกส์อย่างใกล้ชิดเพื่อลดความล่าช้า
– การจัดการสินค้าคงคลังเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มีการประสาน supplier เพื่อ lock contract และ เพิ่ม stock level สำหรับ material ที่ต้องใช้ผลิตสินค้าของ F&N ไว้แล้ว
– หากสถานการณ์ยึดเยื้อ อาจส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวในอนาคต ดังนั้นเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ขอความร่วมมือจากลูกค้าประเมินความต้องการและสั่งชื้อสินค้าล่วงหน้าให้เพียงพอต่อการจัดจำหน่าย
3. บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด
– สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ได้ส่งผลให้บริษัทฯ เผชิญกับความเสี่ยงด้านดันทุนวัตถุดิบที่มีราคาสูงขึ้น รวมถึงค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
– ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของยูนิลีเวอร์ที่เพิ่มสูงขึ้น โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป ขณะนี้ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าระยะเวลาสิ้นสุดของผลกระทบดังกล่าวจะสิ้นสุดลงเมื่อใด
– เพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว บริษัทฯ ได้เร่งการผลิตสินค้าในทุกกลุ่มธุรกิจของยูนิลีเวอร์และเพิ่มระดับ Safety Stock ในช่วงเดือนมีนาคมนี้ เพื่อให้ลูกค้าสามารถวางแผนบริหารสต็อกและจัดเก็บสินค้าเพิ่มเติมในคลังได้ก่อนที่ต้นทุนสินค้าอาจมีการปรับเพิ่มขึ้นในเดือนเมษายนนี้ และขอให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสด็อกเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
4. บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)
– ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ได้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ในกลุ่มสินค้าอุปโภคและบริโภค ทั้งในด้านการจัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ รวมถึงการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้น ด้วยเหตุนี้ บริษัทอาจมีข้อจำกัดในการผลิตและจัดส่งสินค้า ทำให้ปริมาณสินค้าที่พร้อมจำหน่ายลดลงจากปกติ อีกทั้งการจัดส่งสินค้าอาจจะเกิดความล่าช้ากว่ากำหนด ซึ่งยังไม่สามารถประเมินหรือคาดการณ์ได้ว่าผลกระทบดังกล่าวจะสิ้นสุดเมื่อใด
– ขอให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสต็อกเพิ่มเติมตามความเหมาะสมและเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว
5. บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC
– สถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ส่งผลให้บริษัทฯ มีความเสี่ยงเรื่องของปริมาณวัตถุดิบที่มีจำกัดรวมถึงราคาและคำขนส่งที่ส่งผลกับทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ โดยพยายามจัดหาและผลิตเพื่อให้มีสต็อกสินค้าเพียงพอต่อความต้องการของตลาด โดยคาดการณ์ว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน 2569 เป็นต้นไป ซึ่งยังไม่สามารถกำหนดระยะสิ้นสุดได้ ซึ่งอาจมีผลกระทบเรื่องราคาในอนาคต
– ขอให้คู่ค้าพิจารณาจัดเก็บสต็อกสินค้าคงคลังเพิ่มเติมตามความเหมาะสม
“พาณิชย์”ติดตามราคาสินค้าอุปโภคบริโภค
จากสถานการณ์นี้ กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ติดตามเฝ้าระวังและกำกับดูแลราคาสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีโครงสร้างต้นทุนเชื่อมโยงกับราคาน้ำมันและวัตถุดิบนำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน
ปัจจุบันมีสินค้าควบคุม 8 หมวด ตัวอย่าง สินค้าเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง นมผง ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอาหารสัตว์ ซึ่งหากจะปรับราคาต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน โดยขณะนี้ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดยื่นขอปรับราคา
ขณะเดียวกัน สินค้าควบคุมในหมวดที่ต้องแจ้งราคาสินค้าเมื่อมีการปรับขึ้นราคา เช่น ผงซักฟอก น้ำยาซักผ้า แชมพู และน้ำยาล้างจาน รวมถึงสินค้าที่อยู่ในกลุ่มติดตามราคา เช่น ข้าวสารบรรจุถุง น้ำปลา และซอสปรุงรส ยังไม่มีผู้ประกอบการรายใดเสนอขอปรับขึ้นราคาเช่นกัน โดยหากมีการปรับราคา กระทรวงจะเข้าไปหารือและขอความร่วมมือผู้ประกอบการในการพยุงราคา เนื่องจากต้นทุนพลังงานยังไม่ได้ปรับเพิ่มในระดับสูง



