ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและตลาดการเงินที่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทีทีบี เดินหน้าเกมรุกธุรกิจ Wealth Banking อย่างเป็นระบบ ด้วยการยกระดับ “ttb reserve” ให้เป็นหัวใจสำคัญของกลยุทธ์ Wealth Banking 2026 พร้อมวางหมุดหมายสู่การสร้าง Wealth Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทุกมิติชีวิตทางการเงินของลูกค้ากลุ่มมั่งคั่ง
โดยในปี 2025 คือบทพิสูจน์ความสำเร็จของ ttb reserve ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดด้วยตัวเลข AUM (สินทรัพย์ภายใต้การจัดการ) กองทุนรวม เติบโตขึ้น 11% และรายได้ค่าธรรมเนียม พุ่งสูงถึง 22% ด้วยโมเมนตัมนี้ ในปี 2026 ทีทีบีจึงตั้งเป้าหมายที่ท้าทายยิ่งกว่าเดิม ด้วยการขยายฐานลูกค้า Wealth เพิ่มขึ้น 10% (ประมาณ 5,000 ราย) และดัน AUM สู่ระดับ 750,000 ล้านบาท โดยเน้นการครอบคลุมลูกค้าในทุกผลิตภัณฑ์ ไม่ใช่แค่เงินฝาก แต่รวมถึงประกันและสินเชื่อคุณภาพสูง เพื่อที่จะทำให้เป้าหมายดังกล่าวสำเร็จตามที่ตั้งไว้ ttb reserve เร่งดำเนินกลยุทธ์ดังนี้
จากผลิตภัณฑ์สู่ Total Wealth Ecosystem
กลยุทธ์ Wealth Banking 2026 ของทีทีบีไม่ได้จำกัดเพียง AUM แต่ขยายกรอบสู่การถือครองผลิตภัณฑ์แบบ Cross-holding ทั้งประกัน สินเชื่อที่อยู่อาศัย สินเชื่อรถยนต์ และผลิตภัณฑ์ลงทุนหลากหลายประเภท เพื่อสร้างความสัมพันธ์แบบ 360 องศา ในตอนนี้ลูกค้าที่ใช้บริการเงินกู้ของ ttb ก็จะได้รับสิทธิ์มาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มลูกค้า Weath ด้วยเช่นกัน และจะได้รับสิทธิพิเศษตาม Loyalty Program “ttb privilllege” เพื่อทำให้ลูกค้าผูกพันใช้บริการอื่นๆ ของ ttb ในระยะยาว ตามระดับสถานะ
เพิ่มบริการในโซลูชันการลงทุนระดับโลก
ttb เข้าใจว่ากระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก (Global Allocation) เป็นการลงทุนที่กำลังได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ไฮไลต์อย่าง หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Note) ที่เติบโตอย่างโดดเด่นถึง 113% ในปีที่ผ่านมา และลูกค้า FCD e-Saving ก็โตถึง 551% คิดเป็นมูลค่าสงถึง 2.3 พันล้านบาท ดังนั้นปี 2026 ttb จึงเดินหน้าจับมือกับหลักทรัพย์ธนชาต เพื่อเสนอทางเลือกด้านการลงทุนในต่างประเทศ หรือการฝากเงินสกุลเงินต่างประเทศ ให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากขึ้น ไปจนถึงโซลูกชั่นด้านประกันชีวิตเพื่อส่งต่อมรดกให้กับลูกค้า ไม่ว่าจะเป็น USD Term Fund และ USD Structured Note
ย้อนรอยความสำเร็จ: เมื่อการ ‘Burn Point’ กลายเป็นปัจจัยรักษาฐานลูกค้า
สถิติจากปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่าแนวคิด “Earn Fast, Burn Smart” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกน แต่คือพฤติกรรมจริงของลูกค้ากลุ่ม Wealth ที่ทรงพลังอย่างยิ่ง จนทำให้ที่ผ่านมาการสะสมแต้ม ผ่านบัตรเครดิตแล้วนำมาใช้ ด้วยการออกแบบกิจกรรมให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าระดับบน Signature 5 ล้านบาทขึ้นไป และ Infinite 30 ล้านบาทขึ้นไป จนกลายเป็นสิทธิพิเศษ เช่น
สร้างความมั่งคั่งผ่านคะแนน: ลูกค้านำคะแนนสะสม (Burn Point) ไปเปลี่ยนเป็นกองทุนรวมเพื่อต่อยอดเงินลงทุนสูงถึง 390 ล้านบาท
ที่สุดแห่งไลฟ์สไตล์การเดินทาง: มีการแลกไมล์การบินไทยไปกว่า 165 ล้านไมล์ ซึ่งเทียบเท่ากับตั๋วเครื่องบินชั้นธุรกิจไป-กลับ ญี่ปุ่น ถึง 17,368 ใบ
ฉลาดใช้ ฉลาดออม: ลูกค้าสามารถประหยัดเงินจากการเปลี่ยนคะแนนเป็นเครดิตเงินคืน (Cash Back) ได้รวมกว่า 93 ล้านบาท
สะท้อนความเข้าใจว่าลูกค้าสามารถเลือก Burn Point กับ ttb reserve ได้หลากหลายรูปแบบ นอกจากนี้ ปี 2026 ttb reserve ได้มีการจัดเตรียมสิทธิประโยชน์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ายิ่งขึ้น เช่น เพิ่มจำนวนร้านอาหาร Fine Dining และร้านอาหารระดับมิชลินที่ร่วมรายการรับเครดิตเงินคืนสูงสุด 25% สำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve ที่มีสถานะ Gold และสูงสุด 50% สำหรับสำหรับผู้ถือบัตรเครดิต ttb reserve ที่มีสถานะตั้งแต่ Platinum และ Diamond และยังมีสิทธิพิเศษต่างๆ ด้านไลฟ์สไตล์เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันให้ลูกค้าที่มีสถานะ Gold, Platinum และ Diamond ซึ่งสามารถกดรับได้สะดวกผ่านแอป ttb touch เช่น บริการล้างรถ ซึ่งเป็นบริการที่อินไซต์จากผู้ใช้บริการพบว่าเป็นหนึ่งในบริการยอดนิยมที่กลุ่มเป้าหมายนี้ให้ความสนใจสูง
นอกจากจะเพิ่มบริการใหม่ๆ แล้ว เพื่อที่จะรุกเพิ่มฐานลูกค้ากลุ่ม Wealth ให้มากขึ้น RM หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่มีความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่ ttb ต้องเร่งเพิ่มจำนวนให้ทัน เพื่อรองรับลูกค้า ซึ่งนับว่าเป็นความท้าทาย เมื่อพนักงานกลุ่มนี้ต้องอาศัยความรู้ด้านการลงทุน รวมทั้งสร้างสายสัมพันธ์กับลูกค้ามาอย่างยาวนาน ขณะเดียวกันผู้จัดการสาขาของธนาคารก็ต้องเข้ามามีส่วนทำงานร่วมกันเป็นทีมเพื่อนำเสนอบริการที่เหมาะสมให้กับลูกค้าอย่างครบวงจร





