HomeBrand Move !!เจาะกลยุทธ์ MAGURO เติบโต 30% เปิด 2 แบรนด์ใหม่จากญี่ปุ่น “ซูชิสายพาน-ข้าวแกงกะหรี่” ปีนี้ขยายสาขาทุกแบรนด์รวม 20 แห่ง  

เจาะกลยุทธ์ MAGURO เติบโต 30% เปิด 2 แบรนด์ใหม่จากญี่ปุ่น “ซูชิสายพาน-ข้าวแกงกะหรี่” ปีนี้ขยายสาขาทุกแบรนด์รวม 20 แห่ง  

แชร์ :

 

แม้สถิติจาก JETRO ปี 2568 เผยให้เห็นจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่น ลดลงครั้งแรกในรอบ 18 ปี นับตั้งแต่เริ่มสำรวจในปี 2550 จากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและการแข่งขันสูงในธุรกิจร้านอาหาร

THINK THAILAND : NEXT LEVEL

Santos Or Jaune

แต่บางเซกเมนต์ร้านอาหารญี่ปุ่นอยู่ในช่วง “ขาขึ้น” โดยเฉพาะ “ซูชิสายพาน” (Kaiten Sushi) ที่ปัจจุบันมีมูลค่าตลาด 8,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นต่อเนื่องจาก 5 ปีก่อนไม่ถึง 1,000 ล้านบาท จากการเปิดสาขาของแบรนด์ใหญ่ในตลาดนี้

MAGURO Group มองโอกาสปี 2569 ธุรกิจร้านอาหารยังเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% คุณจักรกฤติ สายสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท มากุโระ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สรุปกลยุทธ์สำคัญไว้ดังนี้

เปิด 2 แบรนด์ใหม่นำเข้าจากญี่ปุ่น 

ปี 2569 MAGURO เตรียมเปิดตัว 2 แบรนด์ดังจากญี่ปุ่น โดยเลือกแบรนด์ที่ติดอันดับท็อป 100 ร้านที่ดีที่สุดในหมวดอาหารประเภทนั้นๆ ในญี่ปุ่น

1. Kaiten Sushi Ginza Onodera (ไคเต็น ซูชิ กินซ่า โอโนเดระ) ร้านซูชิสายพานระดับพรีเมียม จากเครือ Onodera Group ผู้บริหารแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่นชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นแบรนด์ร้านอาหารญี่ปุ่น ที่เป็นหนึ่งในจุดหมายที่ต้องไปสักครั้ง (Food Destination) เมื่อท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น โดยเฉพาะสายซูชิเลิฟเวอร์

–  หลังจากมีแบรนด์ใหญ่ซูชิสายพานเปิดตัวในประเทศไทย ทำให้ตลาดคึกคักและเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นเท่าตัวทุกปี และมีแนวโน้มเติบโตต่อ สวนทางร้านอาหารญี่ปุ่นประเภทซูชิที่ปิดตัวลง (ส่วนใหญ่เป็นร้านซูชิที่มีสาขาเดียว) โดยมีซูชิสายพานมาดึงลูกค้า

–  ภาพรวมซูชิสายพาน เติบโตจากลูกค้าสนุกกับการเลือกอาหารได้เอง ควบคุมค่าใช้จ่ายได้ตามใจชอบ อยากกินกี่คำก็ได้  ดังนั้นค่าใช้จ่ายต่อคนจะมีระดับที่แตกต่าง เริ่มได้ตั้งแต่ 200-300 บาทต่อคน โดยค่าเฉลี่ยเริ่มที่ 400-600 บาทต่อคน ด้วยราคานี้ทำให้เข้าถึงลูกค้าได้ทุกกลุ่ม ตั้งแต่เด็กต่ำกว่า 10 ปี  ลูกๆ มักเรียกร้องให้พ่อแม่พาไป  ซูชิสายพาน จึงเป็นตลาด “ขาขึ้น”  ช่วงนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นที่ยังเติบโตได้อีกมาก

– ร้าน Kaiten Sushi Ginza Onodera ที่นำเข้ามาจากญี่ปุ่น มีจุดเด่นคือวัตถุดิบระดับพรีเมียมเหมือนในญี่ปุ่น เพื่อให้ประสบการณ์ร้านซูชิสายพานเทียบเท่าร้านโอมากาเสะ (Omakase) ในราคาที่เข้าถึงได้ ทานได้บ่อยๆ และมีอิสระในการควบคุมงบประมาณในมื้อนั้นๆ

–  สำหรับร้าน Kaiten Sushi Ginza Onodera สาขาแรกในประเทศไทย เปิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นสาขาแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นร้านแฟลกชิพสโตร์ใหญ่ที่สุดในเอเชีย รองรับลูกค้าได้สูงสุด 30,000 คนต่อเดือน

– สาขาในไทยจะมีบรรยากาศเหมือนในญี่ปุ่น เป็นโมเดล Affordable Luxury ความหรูที่เข้าถึงได้ เห็นเชฟปรุงอาหารร่วมกับการเสิร์ฟแบบสายพาน วัตถุดิบต่างๆ นำเข้าจากญี่ปุ่นเกือบ 100%

– ราคาเริ่มต้นต่ำกว่าในญี่ปุ่น โดยเพิ่มเมนูที่ญี่ปุ่นไม่มี เป็นซูชิราคาไม่สูง ทำราคาพิเศษให้เด็กๆ คนรุ่นใหม่เข้าถึงได้ง่าย  โดยยังมีเมนูซิกเนเจอร์จากญี่ปุ่นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นปลาทูน่าจากตลาดประมูล น้ำส้มสายชูสีแดง เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มมีตัวเลือก

– การขยายสาขา Kaiten Sushi Ginza Onodera ในประเทศไทย ปีนี้เปิด 1 สาขา ขยายเพิ่มในปีต่อไป โดย 10 สาขาแรกจะอยู่ในศูนย์การค้าเกรด A ที่มันักท่องเที่ยวต่างชาติ  คนทำงานออฟฟิศ คนไทยทุกกลุ่มมาใช้บริการ  เพราะเป็นร้าน Food Destination ที่ดึงลูกค้าต่างชาติได้

2. IPPE KOPPE (อิปเปะ คปเปะ) ร้านแกงกะหรี่ญี่ปุ่นต้นตำรับ ติดอันดับ 1 ใน 100 ร้านแกงกะหรี่ จาก Tabelog ต่อเนื่องกว่า 6 สมัย และเป็นแบรนด์ในเครือของ Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดทงคัตสึ

– ร้านข้าวแกงกะหรี่ เป็นตลาดที่อยู่ในไทยมานานมีขนาดไม่เล็ก และได้รับความนิยมจากผู้บริโภค เป็น Comfort food ใช้เวลาไม่นาน เหมาะสำหรับชาวออฟฟิศ ชาวเมือง ทานคนเดียวได้สะดวก เหมาะกับทุกกลุ่มทุกวัย  เป็นเมนูที่เข้าถึงง่าย จานเดียวจบ

–  IPPE KOPPE ในญี่ปุ่นมีระดับความเผ็ดเดียว แต่ร้านในไทยเลือกความเผ็ดได้ บรรยากาศในร้านเป็นครัวเปิด เห็นเชฟปรุงอาหาร ทอดที่ละชิ้น ปรุงใหม่ทุกออเดอร์

–  ในญี่ปุ่นราคา IPPE KOPPE เท่ากับ Tonkatsu AOKI  แต่ในไทย IPPE KOPPE  ทำราคาให้ต่ำกว่า โดยมีเมนูเริ่มต้นที่ราว 200 บาท เพื่อให้เข้าถึงง่ายเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่

–  IPPE KOPPE  สาขาแรกในไทย เปิดที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เดือนเมษายน 2569  

“ทั้ง 2 แบรนด์ใหม่ Kaiten Sushi Ginza Onodera และ IPPE KOPPE มีจุดเด่นในด้านราคาที่จับต้องได้ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ลูกค้าวัยทำงาน ฟู้ดเลิฟเวอร์ และลูกค้าทั่วไปที่ต้องการเปิดประสบการณ์อาหารญี่ปุ่นแบบต้นตำรับ” 

ปีนี้ขยายเพิ่ม 20 สาขา

กลยุทธ์สร้างการเติบโตในปีนี้ MAGURO ตั้งเป้าขยายสาขาแบรนด์ในเครือเพิ่มกว่า 20 สาขา รวมเป็นกว่า 73 ร้าน เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมายผู้บริโภคให้เข้าถึงได้มากขึ้น

ปัจจุบัน MAGURO Group มีร้านอาหารในเครือรวมทั้งหมด 54 ร้าน จาก 8 แบรนด์ (ปี 2569 แต่ละแบรนด์ขยายสาขาเพิ่ม) ดังนี้

1. MAGURO ร้านอาหารญี่ปุ่น และซูชิระดับพรีเมียม จำนวน 20 ร้าน รวม MAGURO Kappou (ปีนี้เพิ่ม 4 สาขา)

2. HITORI SHABU ร้านชาบูและสุกียากี้หม้อเดี่ยวสไตล์คันไซ จำนวน 16 ร้าน รวมร้าน HITORI SUKIYAKI ร้านสุกียากี้คันไซแบบดั้งเดิม (ปีนี้เพิ่ม 5 สาขา)

3. SSAMTHING TOGETHER ร้านปิ้งย่างสไตล์เกาหลีวัตถุดิบพรีเมียม จำนวน 6 ร้าน

4. Tonkatsu AOKI ร้านหมูทอดทงคัตสึยอดนิยมจากประเทศญี่ปุ่น จำนวน 7 ร้าน (ปีนี้เพิ่ม 1 สาขา)

5. CouCou ร้านอาหารรูปแบบ All-Day Dining สไตล์ตะวันตก จำนวน 2 ร้าน

6. Bincho ร้านอาหารญี่ปุ่นย่างถ่านแบบญี่ปุ่นดั่งเดิม จำนวน 1 ร้าน  (ปีนี้เพิ่ม 3 สาขา)

7. KIWAMIYA ร้านแฮมเบิร์กต้นตำรับจากญี่ปุ่น จำนวน 2 ร้าน (ปีนี้เพิ่ม 4 สาขา)

8. Chopman (ช็อปแมน) แบรนด์ข้าวมันไก่ เฉพาะผ่านเดลิเวอรี บนแพลตฟอร์ม GRAB และ LINEMAN เปิดตัวมกราคม 2569 และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี  กำลังปรับสูตร  ปี 2570 จะเปิดสโตร์

ส่วน 2 แบรนด์ใหม่ คือแบรนด์ที่ 9   Kaiten Sushi Ginza Onodera  ปีนี้เปิด 1 สาขา และแบรนด์ที่ 10  IPPE KOPPE ปีนี้เปิด 1 สาขา

ปี 2569  มีแผนเปิด “แบรนด์ใหม่” อีก 1 สาขา ทั้งแบรนด์ที่พัฒนาเองและแบรนด์นำเข้า  โดยแบรนด์ Chopman อาจจะเปิดหน้าร้านได้ปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

การเปิดร้านใหม่ 20 สาขาในปีนี้ ใช้งบลงทุน 10-15 ล้านบาทต่อสาขา รวมทั้งหมด 200-300 ล้านบาท  เน้นแบรนด์เรือธง MAGURO ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 50% ของรายได้บริษัท  ส่วนปี 2570 มองโอกาสขยายสาขาต่างจังหวัดเมืองท่องเที่ยว พัทยา (ชลบุรี) ภูเก็ต โดยเปิดรวม 2-3 แบรนด์ในพื้นที่ใกล้กัน เพื่อบริหารต้นทุน

ปีนี้ตั้งเป้า SSSG เป็นบวก 

อีกกลยุทธ์เติบโตในปีนี้ คือสร้างการเติบโตของยอดขายในสาขาเดิม (SSSG) ผ่านการทำกิจกรรมทางการตลาด เพื่อดึงลูกค้ามาใช้บริการต่อเนื่อง  เช่น การเปิดตัวผลิตภัณฑ์และเมนูใหม่ๆ ตามฤดูกาล การเปิดตัวแคมเปญโปรโมชันพิเศษที่จะหมุนเวียนตลอดทั้งปี

รวมถึงการเพิ่มการเข้าใช้บริการของลูกค้าสมาชิกกว่า 300,000 ผู้ใช้งาน (user) ผ่านสิทธิพิเศษตลอดทั้งปี ด้วย “Give More + Club” ระบบสมาชิกที่ให้ลูกค้าระบบสมาชิกสามารถใช้ได้กับทุกแบรนด์ร้านอาหารในเครือ MAGURO Group  เพื่อกระตุ้นให้เกิดการกลับมาใช้บริการซ้ำและจูงใจให้อยากใช้บริการแบรนด์อื่นๆ ในเครือ

แม้ภาพรวมธุรกิจร้านอาหารไม่เติบโตมาก จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อ แต่กลยุทธ์ของ MAGURO Group ในการเปิดตัวร้านอาหารในตลาดใหม่ๆ Diversify ไปในเซกเมนต์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น การขยายสาขาใหม่ รวมทั้งมีเมนูเริ่มต้นด้วยราคาที่เข้าถึงง่าย เพื่อขยายฐานลูกค้าในกลุ่มที่ยังไม่เคยใช้บริการมาก่อน ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ จะช่วยสร้างการเติบโตระยะยาว 3-5 ปี   

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE


แชร์ :

You may also like