ถือเป็นผู้บริหารหนุ่มใหญ่ที่ยังหล่อทะลุจอตลอดเวลา แม้ปัจจุบันจะก้าวสู่เลข 5 และเป็นพ่อหม้ายลูก 1 ที่ตอนนี้กำลังโตเป็นหนุ่มเต็มตัว แถมความเชี่ยวชาญยังรอบด้านด้วย สำหรับ “คุณแมทธิว กิจโอธาน” เพราะประสบการณ์ก่อนหน้านี้เคยบริหารในธุรกิจหลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ในเครือไทยเบฟเวอเรจ ดูแลทั้งธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์โออิชิ, เดอะมอลล์ กรุ๊ป, ยูนิลิเวอร์, เป๊ปซี่-โคล่า, บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) รวมถึงบีอีซี เวิลด์
ล่าสุดได้เข้ามาบริหารใน บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ MC ในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พร้อมกับตั้งเป้ายอดขายปีแรกเติบโต 5% และใน 3 ปีจากนี้รายได้ต้องเพิ่มเป็น 8,500 ล้านบาท เขาจะทำอย่างไร? ในสภาวะที่ตลาดรีเทลไม่เติบโต ตามไปอ่านวิธีคิดของเขากัน
ท้าทาย แต่มี “โอกาส”
แม้จะมีประสบการณ์บริหารในแวดวงธุรกิจหลากหลาย โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก แต่การเข้ามานั่งเก้าอี้ซีอีโอแม็คกรุ๊ปเมื่อเดือน ก.ค. 2568 ที่ผ่านมาของคุณแมทธิว ก็ถือว่า “ท้าทาย” ไม่น้อย เพราะเป็นช่วงที่ตลาดค้าปลีกประสบสภาวะไม่เติบโตจากเศรษฐกิจชะลอตัว จากข้อมูล Retail Index Traffic ในปีที่ผ่านมาพบว่า “ติดลบ” ประมาณ 8% นั่นแปลว่าคนเดินห้างน้อยลง เฉพาะไตรมาส 2 และไตรมาส 4 ติดลบสูงถึง 13% แต่คุณแมทธิวก็มองว่าแม็คกรุ๊ปมี “โอกาส” อีกเยอะ

คุณแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แม็คกรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
เพราะที่ผ่านมาภาพของแม็คกรุ๊ป หรือแม็คยีนส์ แบรนด์แฟชั่นยีนส์สัญชาติไทยที่อยู่ในตลาดมากว่า 51 ปี อาจจะดูไม่ Aggressive เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ขยายการลงทุนและธุรกิจหลายอย่าง แต่เมื่อดูที่รายได้ของแม็คกรุ๊ป จะเห็นว่า สามารถรักษาการเติบโตได้ดีมาตลอด โดยปี 2565 รายได้ 2,949 ล้านบาท ขณะที่ปี 2566 รายได้ 3,691 ล้านบาท ส่วนปี 2567 รายได้ 4,107 ล้านบาท และปี 2568 รายได้ 4,210 ล้านบาท แถมจุดแข็งสำคัญเลยก็คือ ไม่มีหนี้สิน และมีเงินสด 2,100 ล้านบาท
แต่ก็ยอมรับว่า การจะปั้นรายได้ให้เติบโตในสภาวะที่ตลาดหดตัวแบบนี้ คงใช้แค่วิธีเดิมๆ อาจไม่ได้ เพราะเวลาเศรษฐกิจไม่ดี คนเดินห้างน้อยลง แถมมีเงินในกระเป๋าน้อยลง ซึ่งธุรกิจแรกที่ได้รับผลกระทบคือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ทีวี วิทยุ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาคือ ธุรกิจรีเทล และ ธุรกิจอาหาร ส่งผลให้ธุรกิจต้องแข่งกันแย่งเม็ดเงินในกระเป๋าผู้บริโภคที่มีจำกัดให้มาซื้อสินค้าของตัวเองให้ได้มากสุด ดังนั้น บริษัทต้องแม่น ทั้งการเข้าใจความต้องการของผู้บริโภค และช่องทางขายต้องง่าย เพื่อให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อได้เร็ว
ใช้ AI บริหารสาขา ปั้มยอดโต 10%
ช่วง 6 เดือนแรกที่คุณแมทธิวเข้ามาบริหาร กลยุทธ์แรกที่เลือกใช้ จึงเป็นการนำระบบ AI มาช่วยบริหารสาขาทั้งออฟไลน์และออนไลน์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเริ่มจากการทดลองนำ AI มาใช้ในร้านแฟล็กชิป 4 สาขาก่อน ได้แก่ แฟชั่นไอส์แลนด์, เซ็นทรัลเวสเกต, เมกาบางนา และฟิวเจอร์พาร์ครังสิตก่อน เพื่อช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้าในการเข้าชมร้าน การซื้อสินค้า รวมถึงประสิทธิภาพการให้บริการของพนักงาน และการขายสินค้าในแต่ละโซนว่าเป็นอย่างไร จากนั้นจึงนำข้อมูลเหล่านี้มาปรับปรุงหน้าตาร้านใหม่ เป็นโทนสีน้ำเงินสดใส และใส่จอแอลอีดีเพื่อดึงดูดสายตา พร้อมกับปรับโซนนิ่งสินค้าในร้านใหม่
รวมทั้งนำ AI มาบริหารจัดการข้อมูลฐานสมาชิก (CRM) ที่มีกว่า 1.8 ล้านราย เพื่อให้สามารถทำตลาดแบบ Personalized ได้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคแต่ละคนยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังใช้ AI มาช่วยคัดกรองตัวแทนในช่องทางขายออนไลน์ (Affiliate) และจับคู่สินค้ากับตัวแทนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ ครึ่งปีหลัง 2568 ที่ผ่านมา ทำให้จำนวนลูกค้าเข้าร้านเพิ่มขึ้น 50% และสามารถเปลี่ยนเป็นยอดขายได้ โดยยอดการซื้อต่อบิลเพิ่มขึ้น จาก 1,900 บาทเป็น 2,100 บาท และยังดันยอดขายจากสมาชิกเติบโตเป็น 60% ของยอดขายรวม จากเดิมอยู่ที่ 40% ขณะที่รายได้ ปี 2568 ทั้งปี บริษัทมียอดขายเติบโตประมาณ 2.3% ทว่าครึ่งปีแรกของปี 2569 (ก.ค.-ธ.ค.2568) บริษัทสามารถสร้างรายได้จากการขายรวมถึง 2,393 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนถึง 215 ล้านบาท หรือเติบโตประมาณ 10% เฉพาะไตรมาส 2 ไตรมาสเดียวมียอดขายรวม 1,492 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 12%
เตรียมบุกธุรกิจใหม่
หลังเห็นประสิทธิผลจากการนำ AI มาใช้ ทำให้ครึ่งปีหลัง คุณแมทธิวมีแผนขยายการใช้ AI ต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่ทำในครึ่งปีแรกยังไม่ครบถ้วน โดยในส่วนสาขา ปัจจุบันมีการใช้งาน AI แล้ว 41 สาขา จะเพิ่มเป็น 100 สาขา รวมถึงการปรับหน้าร้านให้ครบ 550 สาขา จากปัจจุบันปรับไปแล้ว 200 สาขา ส่วนช่องทางออนไลน์ เตรียมพัฒนา Live Studio เพิ่มอีก 7 Studio จากปัจจุบันมี 4 Studio รวมถึงเปิดบริการ Virtual Try-On สำหรับสมาชิก ซึ่งเป็นบริการทดลองสวมใส่สินค้าผ่านระบบเสมือนจริงได้แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการตัดสินใจซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ และลดการคืนสินค้าได้มากขึ้น
ทั้งหมดทำให้เขามั่นใจว่า ครึ่งปีหลังจะเติบโตได้ต่อเนื่อง แม้จะห่วงเรื่องกำลังซื้อผู้บริโภค พร้อมมั่นใจว่าปี 2569 ยอดขายของบริษัทจะเติบโตเป็นเลข 2 หลัก ซึ่งสูงกว่าเป้าเดิม 5% อย่างแน่นอน
“ธุรกิจรีเทลปีนี้ยังคงไม่ฟื้นตัว แต่ไม่ว่าสภาวะแบบไหน เราต้องเตรียมพร้อม ทั้งการขยายสาขา ลงทุน AI เพราะเมื่อพายุจบ และแดดออก เราจะแข็งแรง และเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว”
ส่วนสเตปถัดไป คุณแมทธิวมีแผนขยายอีกหลายอย่าง รวมถึงลุยธุรกิจใหม่ เพราะจากสภาพตลาดรีเทลที่หดตัวและแข่งขันรุนแรงขึ้น การจะเพิ่มยอดขายเป็น 8,500 ล้านบาท ภายใน 3 ปีนั้น จะพึ่งการเติบโตในธุรกิจหลักอย่างเดียว คงไม่พอ ก้าวต่อไปของ “แม็คกรุ๊ป” ภายใต้การบริหารของคุณแมทธิวจึงต้อง “สนุก” และ “ไม่ธรรมดา” อย่างแน่นอน
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE






