
Passenger Checking Shinkansen Departure Information; Shutterstock ID 2551605791; purchase_order: -; job: -; client: -; other:
สำหรับใครที่ชอบการเดินทางท่องเที่ยวในญี่ปุ่น โดยเฉพาะการนั่งรถไฟชินคันเซนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ มาถึงปี 2026 อาจกล่าวได้ว่าสิ่งที่เคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการเติบโตของญี่ปุ่นนี้กำลังส่งสัญญาณว่าพวกเขา “วิ่งได้ช้าลง” และเป็นความช้าที่ไม่ใช่เกิดจากปัจจัยทางเทคโนโลยี แต่มาจาก “คน” ที่กำลังหายไป
โดยในปี 2026 อาจเป็นปีที่ต้องยอมรับว่า ธุรกิจเสาหลักของการเดินทางญี่ปุ่นรายนี้กำลังมาถึงทางแยก เพราะสิ่งที่รัฐบาลญี่ปุ่นเผชิญก็คือ งบประมาณในการก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายใหม่ ๆ นั้นกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งจำนวนประชากรของญี่ปุ่นก็ลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอาจส่งผลต่อตัวเลขผู้ใช้งานที่ไม่เป็นไปตามเป้าได้ จุดเปลี่ยนนี้จึงกลายเป็นความท้าทายใหม่ของญี่ปุ่นที่ต้องคิดให้รอบคอบยิ่งขึ้น
สำนักข่าว Nikkei ได้มีการยกตัวอย่างงบประมาณสำหรับการพัฒนารถไฟชินคันเซ็นแบบแม่เหล็กไฟฟ้าของ JR Central ที่วางแผนจะสร้างระหว่างโตเกียวและนาโกย่า ซึ่งเดิมทีคาดการณ์ไว้ว่า ตัวเลขค่าใช้จ่ายจะอยู่ที่ 7 ล้านล้านเยน (ปี 2021) แต่ปัจจุบันได้มีการประเมินค่าใช้จ่ายแล้วพบว่าพุ่งขึ้นไปเป็น 11 ล้านล้านเยนแล้ว (จากปัจจัยด้านค่าแรง ค่าวัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเงื่อนไขทางเทคนิค)
นอกจากนั้น ประชากรของญี่ปุ่นยังลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ชนบทและภูมิภาค ซึ่งส่งผลกระทบต่อตัวเลขผู้โดยสารในเส้นทางใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้น ว่าจะคุ้มค่ากับการลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาลหรือไม่ และแนวโน้มการใช้งานรถไฟชินคันเซนในอนาคตที่ลดลงอาจทำให้ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่เคยคาดการณ์ไว้สำหรับการเชื่อมต่อเมืองเล็กๆ หรือภูมิภาคที่ห่างไกลลดลงตามไปด้วย ซึ่งนั่นอาจทำให้ Japan Rail ต้องกลับมาตอบคำถามว่า เมกะโปรเจกต์ลักษณะนี้ยังสมเหตุสมผลหรือไม่ ในประเทศที่ประชากรกำลังหดตัว
ทั้งนี้ มีความเป็นไปได้ว่า แทนที่จะลงทุนสร้างรถไฟชินคันเซ็นเต็มรูปแบบ ญี่ปุ่นอาจต้องเปลี่ยนวิธีการ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความต้องการต่ำ ไปสู่การบูรณาการระบบรถไฟท้องถิ่น การเชื่อมต่อด้วยรถบัส หรือการลดขนาดรางรถไฟกันเลยทีเดียว ซึ่งเราอาจได้เห็นออกแบบเส้นทางรถไฟใหม่ ๆ เพื่อลดต้นทุนแทนก็เป็นได้
อนาคตของชินคันเซน เมื่อ “คน” อาจไม่ใช่เป้าหมายหลัก

ตู้รถไฟที่จะถูกเปลี่ยนมาขนส่งสินค้า (ภาพจาก JR East)
จากความท้าทายด้านการเดินทางที่ลดลง ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ตามมา เช่น กรณีของ JR East ที่ตัดสินใจเปลี่ยนตู้โดยสารในรถไฟ E3-Series ให้เป็นตู้สำหรับขนส่งสินค้าแทน
ทั้งนี้ บริษัทตั้งใจจะเปิดตัวบริการขนส่งสินค้าดังกล่าวในช่วงฤดูใบไม้ร่วงของปี 2025 แต่มีปัญหาทางเทคนิคทำให้ต้องเลื่อนมาเป็นเดือนมีนาคมปีนี้ โดยทางบริษัทจะถอดที่นั่งทั้งหมดออก (394 ที่นั่ง) และมีการติดตั้งพื้นกันลื่น – ติดตั้งสายรัดสินค้าเพิ่มเติม เพื่อให้ตู้รถไฟสามารถใช้ขนส่งสินค้าได้ และจะเริ่มออกให้บริการในเดือนมีนาคม 2026 เป็นต้นไป
ส่วนการขนถ่ายสินค้าจะดำเนินการที่สถานีรถไฟใกล้กับสถานีปลายทางแทน เพื่อไม่ให้กระทบกับบริการเดินรถ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว อาจไม่ใช่แค่การถอดปรับตู้โดยสารรถไฟเพียงอย่างเดียว แต่มันกำลังสะท้อนว่า “คน” อาจไม่ใช่ผู้โดยสารหลักของชินคันเซนในอนาคตก็เป็นได้ และภาพที่เกิดขึ้นกับบริการรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่นนี้ อาจกำลังชวนให้โลกหานิยามใหม่ให้กับ “การเดินทาง” ว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไรในสังคมที่จำนวนประชากรไม่เพิ่มขึ้นอีกแล้ว
Photo Credit : NUMBER 24 – Authorized Shutterstock Partner in Thailand
เป็นเพื่อนกับเราได้ที่ LINE




