
ท่ามกลางการแข่งขันของประเทศต่างๆ ที่ใช้เทคโนโลยีและจุดแข็งของประเทศมาสนับสนุน SMEs ดังนั้นโจทย์การเติบโตของ SMEs ไทย ต้องทำให้ Productivity เพิ่มขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตก้าวกระโดด
SCG จัดงาน “Reinvent Thailand, Rejuvenate SMEs ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยไปด้วยกัน” ชูโมเดลความร่วมมือ Public Private People Partnerships (PPPP) ประสานภาครัฐ ผนึกภาคเอกชน ภาคการเงิน และภาคประชาชน สร้างกระบวนการทำงานใหม่ ผลักดันการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาและกำหนดนโยบาย มุ่งพลิกโฉม SMEs เป็น Smart Industry เพิ่ม Productivity 2 เท่า หวังเพิ่มสัดส่วนจีดีพีของ SMEs ให้มากกว่า 50% เพื่อผลักดันจีดีพีไทยโตให้ได้ 5%

คุณชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน)
คุณชนะ ภูมี ที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCG และรองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่าประเทศไทยเผชิญภาวะจีดีพีโตต่ำสุดในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับสัดส่วน SMEs ในเศรษฐกิจไทยต่ำมาก สะท้อนการสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างรุนแรง ถึงเวลาแล้วที่อุตสาหกรรมไทยต้องก้าวกระโดด สู่ Smart Industry ต่อยอดศักยภาพปัจจุบันด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยีดิจิทัลอัจฉริยะ
พร้อมทั้งพัฒนา Green Infrastructure เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และเพิ่มขีดความสามารถในการเเข่งขันของ SMEs ไทย ให้สอดคล้องกับ Supply Chain โลกยุคใหม่ โดยมีทุน 3 ด้านเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ได้แก่
– ทุนมนุษย์ (Human Capital) พัฒนาทักษะแบบใหม่สำหรับอุตสาหกรรมของอนาคต โดยเฉพาะกลุ่มอาชีวะต้องเก่งด้านเทคโนโลยี AI
– ทุนข้อมูล (Information Capital) ข้อมูลที่เข้าถึงแหล่งทุนและลูกค้า สร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน และทำให้ระบบการทำงานโปร่งใส
– ทุนองค์กร (Organization Capital) ระบบมาตรฐานความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่ที่ทำให้ SMEs เข้า Global value chain ได้จริง
5 กลยุทธ์พลิกโฉม SMEs
การพัฒนา Smart Industry ไม่ใช่เรื่องยาก โดยสามารถใช้เครือข่ายที่มีในแต่ละอุตสาหกรรมเชื่อมโยงและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กันได้ รวมทั้งพัฒนาทักษะ Up-skills คนที่อยู่ในระบบการศึกษา คือการทำงานในรูปแบบ Public Private People Partnerships (PPPP Model) ผสานความร่วมมือกัน โดยใช้ศักยภาพของเอกชนในการทำงานสนับสนุนชุมชนท้องถิ่น SMEs สรุป 5 กลยุทธ์พลิกโฉม SMEs ดังนี้
1. ปกป้องตลาดในประเทศ :ใช้การจัดซื้อภาครัฐ ส่งเสริม Local Content และกำหนดมาตรฐาน มอก. เพื่อก่อให้เกิดการใช้ “สินค้าไทย” ที่มีมาตรฐาน และกีดกันสินค้าไม่ได้มาตรฐานจากต่างประเทศ
2. ขยายการส่งออก : เร่งพลักดัน FTA และเครื่องมือช่วยเหลือด้านมาตรฐาน เพื่อการเข้าถึงคู่ค้า
3. ลดต้นทุนพลังงานและขนส่ง : ผลักดันการขยาย Direct Power Purchase Agreement (สัญญาซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรง) & Third Party Access (การขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้า) และ Smart Logistics เพื่อให้ “ต้นทุนแข่งขันได้”
4. ลดกฎระเบียบที่ไม่จำเป็น : ลดเวลาและค่าใช้จ่ายแฝง ให้ SMEs ทำธุรกิจได้เร็วและง่ายขึ้น
5. ความร่วมมือรัฐ–เอกชน–ประชาชน (PPPP) : ทำงานเชิงพื้นที่และรวมกลุ่มเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้เกิดพลังและขยายผลได้เร็ว โดยผลักดันการสนับสนุนของภาครัฐด้านการเงินและ R&D เพื่อปรับเปลี่ยนธุรกิจของ SMEs ให้เติบโตไปด้วยกัน
พลังขับเคลื่อนจะเกิดขึ้นจริงได้ต้องผสานความร่วมมือทุกภาคส่วน ด้วย PPPP Model สะท้อนได้จากความสำเร็จของ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ที่ได้รับการยอมรับระดับโลก เป็นการผสานความร่วมมือของภาครัฐ เอกชน และประชาชน กว่า 50 องค์กร ที่เปลี่ยนการนำเข้าถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดในประเทศ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมเกษตรแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และการฟื้นฟูป่าชุมชน ช่วยสร้างเศรษฐกิจให้ SMEs ในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยสร้างรายได้กว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี โมเดลนี้พร้อมสำหรับการขยายผลต่อไปในระดับประเทศ ซึ่งจะสามารถเพิ่มจีดีพี และสร้างรายได้มากกว่า 300,000 – 400,000 ล้านบาท
“หากเกิดความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมและร่วมกันพลิกโฉม SMEs ไทย เพื่อให้ SMEs ได้รับประโยชน์และเติบโตจากสัดส่วน 35% เป็นมากกว่า 50% เพื่อผลักดันจีดีพีไทยโตให้ได้ 5% พ้นจากวิกฤติโตต่ำตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา”

Screenshot
เร่งแก้โจทย์จีดีพีไทยโตต่ำ
ในเวทีเสวนา “พลังความร่วมมือขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความเป็น 1 ในภูมิภาค” เพื่อร่วมกันแก้โจทย์เศรษฐกิจไทยโตต่ำ ซึ่งการจะทำให้จีดีพีไทยเติบโตให้ได้ 5% ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่า TDRI ได้เสนอยุทธศาสตร์เพิ่มการเติบโตจีดีพี จากระดับ 2.3% เป็น 5% ไว้ดังนี้
1. ยกระดับแรงงาน (ผลักดันจีดีพีเพิ่มขึ้นได้ 0.55%) ด้วยการเติมภาคแรงงาน เช่น กรณีการเกษียณอายุที่ 60 ปี ภาคเอกชนเริ่มที่ 55 ปี โดยยืดเวลาเกษียณออกไปอีก 5 ปี แต่ต้องเพิ่มทักษะการทำงาน (Up-skills Re-skills) เพื่อสร้าง Productivity ในกลุ่มเกษียณ
การลดจำนวนการเกณฑ์ทหารลงครึ่งหนึ่ง คือจากปีละ 80,000 คน เหลือ 40,000 คน จะทำให้มีวัยทำงานเข้าสู่ตลาดแรงงานได้ทันที 40,000 คน ส่วนจำนวนทหารใหม่หากต้องการเพิ่มสามารถใช้ระบบว่าจ้างได้
นอกจากนี้ต้องแก้ปัญหาเพื่อลดจำนวนคนไทยที่เสียชีวิตโดยไม่มีเหตุอันควร เช่น อุบัติเหตุบนถนนปีละ 20,000 คน จากสาเหตุ PM2.5 ปีละ 20,000-30,000 คน
2. การลดกฎระเบียบภาครัฐเพื่อสนับสนุนการลงทุน (ช่วยเพิ่มจีดีพีเติบโตอีก 0.6% )
การลดกฎระเบียบภาครัฐ และปรับแก้ไขการขออนุมัติและอนุญาตที่ไม่จำเป็น เช่น การเปิดร้านอาหาร เบื้องต้นต้องขอใบอนุญาต 5 ใบ หากมีแสดงดนตรีด้วย ต้องขอใบอนุญาตเพิ่มอีก 1 ใบ หากต้องการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ด้วย ต้องขอเพิ่มอีก 1 ใบ แต่ละใบอนุญาตต้องขอจากหน่วยงานที่แตกต่างกัน ดังนั้นหากต้องการเพิ่มการลงทุน สนับสนุนประชาชนทำมาหากินและลดคอร์รัปชั่น จึงต้องลดกฎระเบียบต่างๆ ในการสนับสนุนคนทั่วไปทำธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ประชาชนจำนวนมากได้ประโยชน์
3. เพิ่ม Productivity (ช่วยเพิ่มจีดีพีอีก 1.4%) เช่น การเปิดเสรีการค้าต่างๆ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงทุกเรื่องจะมีคนขัดค้าน แต่หากมีคนจำนวนมากได้ประโยชน์ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำ
หากประเทศไทยสามารถผลักดันจีดีพีเติบโตได้ 5% จะทำให้รายได้ประชากรไทยจาก 7,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี เพิ่มเป็น 13,000-14,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อปี กลายเป็นประเทศรายได้สูง
“แนวทางผลักดันจีดีพีเติบโต หากเริ่มวันนี้จากจีดีพี 2% เพื่อให้ได้เป็น 5% บางเรื่องทำได้เร็ว บางเรื่องทำได้ช้า เชื่อว่าภายใน 15 ปี จีดีพีไทยจะเฉลี่ยเติบโตได้ 5% ทุกปี ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำร่วมกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม”
คุณดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) กล่าวว่าหลังปี 2540 นโยบายฝั่งรัฐบาล ไม่ได้เสริมสร้างความสามารถทางการแข่งขัน ส่วนใหญ่เน้นเรื่องค่าครองชีพ แนวทาง Reinvent Thailand จึงเป็นแพลตฟอร์มที่ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม จะทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยผลักดันจีดีพีไทยพ้นภาวะโตต่ำ
ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 (พ.ศ. 2571-2575) มีเป้าหมายหลักต้องการสร้างการเติบโตของประเทศ โดยการเติบโตต้องสามารถกระจายประโยชน์ไปให้คนทั่วไปด้วย จึงต้องเดินหน้าอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ และไทยมีจุดแข็ง เช่น เกษตร, เวลเนส โดยปรับตัวด้วยการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มมูลค่าให้มากขึ้น ส่วนอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความต้องการให้อนาคต อย่าง เซมิคอนดักเตอร์ ก็ต้องพัฒนาไปพร้อมกัน เช่นเดียวกับเรื่องนวัตกรรม สิ่งแวดล้อม ต้องเดินหน้าไปด้วยกัน
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE




