ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจไทยที่ยังคงเผชิญกับภาวะกำลังซื้อชะลอตัวและการก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ หลายธุรกิจต่างเร่งปรับตัวพร้อมมองหาโอกาสใหม่ๆ สร้างการเติบโต
“กลุ่มบีเจซี (BJC)” ภายใต้การนำของแม่ทัพอย่าง “คุณอัศวิน-คุณฐาปณี เตชะเจริญวิกุล” ได้ประกาศยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญสู่การโฟกัสอีกหนึ่งธุรกิจ “Healthcare Logistics” เป็นอาวุธใหม่ในการสร้างรายได้ พร้อมประกาศทุ่มงบ 5,000-6,000 ล้านบาท สยายปีก “บิ๊กซี” ปักธงค้าปลีกทั้งไทยและเวียดนาม มุ่งสู่การเป็น “Regional Player” อย่างเต็มตัวรองรับการแข่งขันของภาคค้าปลีกและบริการที่ยังคงรุนแรง ทว่ายังมีการโอกาสในการเติบโตอยู่เสมอ
“BJC x DHL” เทงบ 1,000-1,5000 ล้านบาทต่อเนื่อง 5 ปี ลุยธุรกิจโลจิสติกส์เฮลธ์แคร์
คุณฐาปณี กล่าวถึงก้าวสำคัญ ก้าวแรกของของ BJC ในปีนี้ว่า ขณะที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ เราเข้าใจว่าอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ต้องการอะไรอย่างแท้จริง ซึ่งไม่ใช่แค่การขนส่งที่มีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่ต้องเป็นโซลูชันที่สร้างขึ้นบนรากฐานของความไว้วางใจ การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และความเข้าใจในบริบททางการแพทย์เชิงลึก
บริษัทร่วมทุนนี้จะช่วยให้เราสามารถยกระดับการบริการเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ของประเทศ ด้วยคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และความถูกต้องตามกฎระเบียบที่ผู้ป่วยและผู้ให้บริการด้านเฮลธ์แคร์ควรได้รับ พร้อมทั้งผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ระดับภูมิภาคด้วยมาตรฐานโลจิสติกส์ระดับโลก”
สำหรับการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนระหว่าง เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ โลจิสติกส์ และ ดีเอชแอล ซัพพลายเชน ถือหุ้นสัดส่วน 50 :50 เพื่อรุกตลาดเฮลธ์แคร์ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง โดยมีเป้าหมายเพื่อทำโลจิสติกส์ด้านสุขภาพ (Healthcare Logistics) มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการดำเนินงานด้านโลจิสติกส์ของกลุ่ม เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) สู่มาตรฐานสากล
การโฟกัสไปยังธุรกิจ Healthcare Logistics ของ BJC ในครั้งนี้ ได้เตรียมงบลงทุน 1,000-1,500 ล้านบาทต่อปี ต่อเนื่อง 5 ปี โดยบริษัทร่วมทุนแห่งนี้มุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในไทย โดยบริษัทร่วมทุนแห่งนี้มุ่งเน้นการให้บริการโซลูชันโลจิสติกส์เฉพาะทางที่ได้มาตรฐานสากล เพื่อรองรับการขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ในประเทศไทย ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าถึง 6.45 แสนล้านบาท ภายในปี 2573
“BJC มองเห็น “Pain Point” ของสังคมไทยที่งก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย ธุรกิจยาและเครื่องมือแพทย์มีการเติบโตสูง แต่ระบบการขนส่ง (Cold Chain & Specialized Logistics) ยังไม่ครอบคลุม โดยจะใช้จุดแข็งของทั้ง 2 บริษัทในการทำงานร่วมกัน”
- Synergy: DHL มีเทคโนโลยีระดับโลก ส่วน BJC มีฐานลูกค้าที่ครอบคลุมโรงพยาบาลกว่า 1,271 แห่ง คลินิก 2,687 แห่ง และร้านยา 4,688 แห่ง เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการกระจายผลิตภัณฑ์เฮลธ์แคร์ระดับโลกของดีเอชแอล ในมือ
- New S-Curve: การเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอ ด้วยการผสานจุดแข็งของ BJC ร่วทกับพาร์ทเนอร์ในการสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจ “High Value” อย่างการขนส่งเวชภัณฑ์ ซึ่งคู่แข่งรายอื่นยังตามไม่ทัน
โดยปัจจุบันธุรกิจเฮลแคร์ของ BJC ดำเนินงานมากว่า 60 ปี และเป็นหนึ่งในธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ประมาณ 30% ของรายได้รวมของกลุ่มบริษัท และอยู่ใน Top 3 ในตลาดเฮลแคร์ของไทย
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาทาง BJC เน้นการบริหารจัดการคลังสินค้าและโลจิสติกส์ด้วยตัวเองเป็นหลัก แต่หลังจากการร่วมมือดังกล่าวกับทาง DHL มั่นใจว่าจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเฮลแคร์ พร้อมทั้งรองรับการเติบโตของตลาดที่ขยายตัวเฉลี่ย 9-10% ต่อปีได้ได้เป็นอย่างดี
ทุ่ม 5,000-6,000 ล้านบาท ขยายสาขา-รีโนเวต “Big C” โฉมใหม่ปูพรมค้าปลีก
ไม่เพียงแค่การโฟกัสไปที่กลุ่มธุรกิจ “Healthcare” เท่านั้น หากแต่กลุ่มธุรกิจหลักอย่างค้าปลีก ทาง BJC ได้วางยุทธศาสตร์การรุกตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ
“คุณอัศวิน” ประเมินสถานการณ์ภาพรวมอุตสาหกรรมค้าปลีกของไทยในปี 2569 นี้ว่า ภาพรวมค้าปลีกไทยยังคงต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งในแง่ของกำลังซื้อ ผู้บริโภคมักจะเลือกจับจ่ายสิ่งของจำเป็นในชีวิตประจำวันมากกว่าเพื่อรัดเข็มขัด ทั้งในกลุ่มอาหาร สินค้าอุปโภค-บริโภค ส่วนสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่มีมูลค่าสูงยังชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ยังไม่แน่นอน ขณะที่สถานการณ์ภายนอกประเทศทั้งตัวแปรด้านเศรษฐกิจ ราคาพลังงาน ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics), ราคาพลังงาน และค่าครองชีพที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจใช้เงินของผู้บริโภค
ทั้งนี้เพื่อเป็นการรองรับสถาการณ์ต่างๆ ตลอดจนรองรับการแข่งขันด้านธุกรกิจทาง BJC ได้เตรียมเงินลงทุน 5,000-6,000 ล้านบาท ในการเดินหน้าขยายสาขา-รีโนเวตอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น
- เงินลงทุนสำหรับการเปิดสาขาขนาดใหญ่ (ไฮเปอร์มาร์เก็ต) ใหม่ 2 สาขา
- สาขาขนาดเล็ก (มินิบิ๊กซี) อีกอย่างน้อย 100 สาขา ,
- รีโนเวตสาขาขนาดใหญ่ 17 สาขา
- รีเฟรซสาขาขนาดเล็กว่า 300 สาขา
- พร้อมกันนี้ยังมีแผนปิดสาขาที่ไม่ทำกำไรหรือหมดสัญญาเช่าประมาณ 6 สาขา เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตโดยรวม
ส่วนกลยุทธ์การตลาดยังคงเน้นดลยุทธ์ Omni-channel และ E-commerce เนื่องจากมองว่าการทำ E-commerce เพียงอย่างเดียว (Pure Play) อยู่รอดได้ยาก แต่ Big C มีข้อได้เปรียบที่มี “หน้าร้าน” กระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งสามารถใช้เป็นจุด Fulfillment (บรรจุและส่งสินค้า) สำหรับการสั่งซื้อออนไลน์ได้ทันที
ยุทธศาสตร์หลักบุกตลาด “เวียดนาม” พื้นที่ศักยภาพ
ส่วนในต่างประเทศ “คุณอัศวิน” ย้ำว่า เวียดนามยังคงเป็นประเทศศักยภาพสำคัญของทางค่าย โดยทาง BJC มองว่าเวียดนามยังเป็นฐานที่มั่นสำคัญเป็น “บ้านหลังที่สอง” (หรือแทบจะเป็นบ้านหลังแรกในแง่การเติบโต) โดยมีการเข้าไปดำเนินธุรกิจใยเวียดนามมานานกว่า 20 ปี มีทั้งธุรกิจต้นน้ำ (โรงงานแก้ว, กระป๋อง) กลางน้ำ และปลายน้ำ (B-Smart, MM Mega Market)
โดยการขยายสาขาในเวียดนามยังคงเน้นการขยาย MM Mega Market และแผนการปรับสิทธิการใช้แบรนด์ Big C ในอนาคตที่จะหมดสัญญาใน 2 ปีข้างหน้า (ปัจจุบันใช้ชื่อ MM และ B-Smart)
“ปัจจุบันเวียดนามมีประชากรกว่า 100 ล้านคน โดยกว่า 68% อยู่ในวัยทำงาน (Working Age) ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูงที่สุด ส่วนรัฐบาลเวียดนามมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนต่างชาติที่ชัดเจนและรวดเร็ว โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ขณะที่การเติบโตธุรกิจในเวียดนามเติบโตเร็วกว่าในไทยประมาณ 2-3 เท่า ปัจจุบันรายได้จากต่างประเทศของ BJC มาจากเวียดนามเป็นสัดส่วนใหญ่สุดคิดเป็นประมาณ 20-30% ของรายได้รวม หรือราว 2-3 หมื่นล้านบาท
นอกจากนี้กำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการนำธุรกิจค้าปลีกในเวียดนามเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นเวียดนาม แทนที่จะเป็นตลาดหุ้นไทยในบางส่วน เพื่อดึงดูดนักลงทุนในพื้นที่และสอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจเวียดนามที่ร้อนแรง








