แม้ว่าปัจจุบันรายได้หลักของ “บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน)” หรือ “OR” ยังคงมาจากธุรกิจ “น้ำมัน” แถมยังครองใจลูกค้าอันดับ 1 ด้วยส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกน้ำมัน 36% แต่เป็นตัวเลขที่ลดลงจากเดิมที่เคยมีมาร์เก็ตแชร์ 40% บวกกับการที่ต้องเจอความท้าทายหลายอย่าง ทั้งการเติบโตของพลังงานทางเลือก และความผันผวนทางการเมืองในต่างประเทศ ทำให้ต้องยุติการลงทุนร้าน Café Amazon ในเวียดนาม และส่งผลให้รายได้จากต่างประเทศลดลง
วันนี้ OR จะพลิกเกมสู้อย่างไร? เพื่อรักษาการเติบโตต่อไปให้ได้ ตามมาฟังวิธีคิดในการรับมือของ “ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) กันแบบเต็มๆ
แชร์น้ำมัน-ยอดขายธุรกิจต่างประเทศ “ลด”
หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่ OR นำมาใช้ในการสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจมาหลายปีคือ การปรับตัวไปสู่ธุรกิจธุรกิจอื่นที่ไม่ใช่น้ำมัน หรือ “นอนออยล์” (Non-Oil) โดยเริ่มจากการนำร้านค้าสะดวกซื้อมาให้บริการในสถานีน้ำมัน เพื่อให้ PTT Station เป็นเหมือน One Stop Service สำหรับนักเดินทาง ต่อด้วยร้านกาแฟ Café Amazon ร้านอาหาร เครื่องดื่ม และสุขภาพ ควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนไปสู่ต่างประเทศ ทำให้ปัจจุบันธุรกิจของ OR แบ่งออกเป็น 3 ธุรกิจหลักคือ 1.Mobility ธุรกิจน้ำมันในสถานีบริการ 2.Lifestyle ธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่ม (Non-Oil) และ 3.ธุรกิจต่างประเทศ
และยังทำให้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา OR มีการเติบโตต่อเนื่อง แต่มาปี 2568 ม.ล.ปีกทอง บอกว่า เมื่อแยกดูแต่ละธุรกิจ สำหรับธุรกิจน้ำมัน แม้ปัจจุบันยังคงสร้างรายได้หลักให้กับ OR โดยมีสัดส่วน 90% แต่เมื่อมาดูที่ส่วนแบ่งการตลาด ตอนนี้อยู่ที่ 36% จากเดิมเคยมีส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 40-41% และปัจจุบันมีคนเข้ามาใช้บริการประมาณ 3.9 ล้านคนต่อวัน
ขณะที่ธุรกิจ Lifestyle ถึงสัดส่วนรายได้จะแค่ 4-5% แต่เป็นตัวทำ “กำไร” ให้บริษัทเป็นสัดส่วนถึง 30% ของกำไรทั้งหมด ส่วนธุรกิจต่างประเทศนั้น รายได้ “ลดลง” โดยเฉพาะกัมพูชา ตอนนี้ยอดขายลดลงกว่า 50-60% เนื่องจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ จนเกิดกระแสต่อต้านสินค้าไทย ทำให้สถานีบริการ PTT Station ในกัมพูชา เหลือเพียง 150 แห่ง จากที่เคยมีประมาณ 200 แห่ง แยกเป็นดีลเลอร์ 90% อีก 10% บริษัทลงทุนเอง เช่นเดียวกันร้านกาแฟ Café Amazon เหลือเพียง 150 สาขา
“กรณีกัมพูชา ทำให้เราต้องกลับมาคิดใหม่ ประเทศที่เรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเหมือนพี่น้อง แต่มันมีโอกาสกระทบกระทั่งกันได้ และสิ่งที่เราทำมาดีตลอด มันพังลงได้ในพริบตา ซึ่งตอนนี้เราดูสถานการณ์อยู่ หากยอดขายลดลงเยอะ และสถานการณ์เลวร้ายถึงขั้นรบกัน เราคงไม่ดันทุลังทำต่อ อาจจะต้องปิด เพราะไม่คุ้มค่า คาดจะมีความชัดเจนภายในเดือนม.ค.นี้” ม.ล.ปีกทอง บอกถึงประสบการณ์ทำธุรกิจในกัมพูชา ซึ่งจะบทเรียนในการกำหนดรูปแบบการทำธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้านนับจากนี้
ส่วนธุรกิจร้านกาแฟ Café Amazon ในเวียดนาม ที่เคยมี 20-30 สาขา บริษัทตัดสินใจปิดกิจการทั้งหมด เพราะไม่สามารถนำโมเดลความความสำเร็จในไทยไปปรับใช้ได้ เนื่องจากคู่แข่งท้องถิ่นแข็งแกร่งและการทำธุรกิจในเวียดนามมีต้นทุนแฝงมาก จึงไม่ครอบคลุมต้นทุน
ปรับทัพ รุกธุรกิจ Lifestyle เพิ่ม Traffic คนเข้าปั๊ม
เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ม.ล.ปีกทอง บอกว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ใหม่ โดยธุรกิจต่างประเทศคงไม่ “Aggressive” เหมือนเดิม โดยจะเน้นประเทศในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นหลัก เพราะไทยมีความได้เปรียบในด้านโครงสร้างพื้นฐาน และโลเคชั่น จึงน่าจะสร้างโอกาสในการทำตลาดได้ เช่น สปป.ลาว ปัจจุบันบริษัทเข้าไปลงทุนทั้งสถานีน้ำมัน และร้านกาแฟ Café Amazon ครอบคลุมเกือบทุกจังหวัด และกำลังไปได้ด้วยดี รวมถึงเมียนมา ซึ่งกำลังจะมีการเลือกตั้งในเดือนหน้า หากสถานการณ์ออกมาเป็นที่ยอมรับของสังคมโลก ไทยจะมีความได้เปรียบในการเข้าไปลงทุนโดยเฉพาะด้านพลังงาน

นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทเริ่มติดตั้ง Intelligent Station เพื่อศึกษาความชอบ และความต้องการของลูกค้าเชิงลึกว่าชอบมาใช้จ่ายอะไรมากที่สุด จากนั้นจะนำไปปรับปรุงบริการต่างๆ ภายในสถานีบริการให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคแต่ละจุดมากขึ้น โดยปัจจุบันติดตั้งไปแล้ว 170 สถานี และจะเพิ่มเป็น 200 แห่งในสิ้นปีนี้ โดยเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และถนนสายหลักในการเดินทาง และในปี 2569 จะติดตั้งเพิ่มอีก 200 สถานี
ม.ล.ปีกทอง คาดหวังว่า การพัฒนาบริการในสถานีบริการ PTT Station และเติมบริการให้หลากหลาย โดยเฉพาะเครื่องดื่มและอาหาร รวมถึงบริการด้านสุขภาพ เช่น คลินิกโอบอ้อม จะช่วยเพิ่มจำนวนคนมาใช้บริการเป็น 4.3 ล้านคนต่อวันในปี 2569 และเป็น 5 ล้านคนต่อวันในปี 2571 ทั้งยังจะทำให้สัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ขยับเพิ่มขึ้นเป็น 30% เมื่อประกอบกับการขยายสถานีชาร์จ EV Station PluZ ให้ครอบคลุมทั่วประเทศตอบรับเทรนด์การขยายตัวของ EV โดยตั้งเป้าขยายสถานีชาร์จให้ครบ 7,000 หัวชาร์จในปี 2573 จากปัจจุบันมีหัวชาร์จกว่า 3,300 หัวชาร์จ ทั้งหมดก็จะช่วยสร้างรายได้และกำไรอย่างยั่งยืนให้ OR ท่ามกลางความผันผวนที่เกิดขึ้นได้
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE






