ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจบริหารความมั่งคั่งในไทย (Wealth Management) เติบโตขึ้นอย่างมาก สวนทางกับภาวะเศรษฐกิจ โดยเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 10% ต่อปี จึงทำให้ “ธนาคารกสิกรไทย” หรือ “KBank” ปรับเกมการตลาดหลายอย่าง ทั้งการพัฒนาโซลูชั่นการเงิน การลงทุนที่หลากหลาย ควบคู่ไปกับการปั้นทีมที่ปรึกษาทางการเงินอิสระเพื่อดูแลลูกค้า Wealth ให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น และล่าสุดกำลังทรานส์ฟอร์ม K WEALTH สู่การเป็น “Lifelong Trusted Advisor” หรือ “ที่ปรึกษาด้านการลงทุนที่ลูกค้าไว้ใจในทุกช่วงชีวิต” เพื่อช่วยให้นักลงทุนรับมือกับโลกที่ผันผวนและเติบโตได้ในทุกช่วงชีวิต ภายใต้แนวคิด “
ตลาด Wealth ผันผวนสูง
แม้ธุรกิจ Wealth Management จะเติบโตต่อเนื่อง จากพฤติกรรมนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนในรูปแบบใหม่ๆ ที่ได้รับผลตอบแทนสูง แต่ ดร.พิพัฒน์พงศ์ โปษยานนท์ ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย มองว่า สภาวะตลาดการลงทุนในปัจจุบันต้องเผชิญความผันผวนสูง ทั้งความผันผวนของราคาตลาด ความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความซับซ้อนของสินทรัพย์เชื่อมโยง ตลอดจนกฎเกณฑ์ และมีเทรนด์ลงทุนใหม่ๆ ที่เข้าถึงได้ยาก เช่น Private Market Investment หรือ Sustainable Investing ที่กำลังเป็นกระแสหลัก และเป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนกำลังสนใจ
ดังนั้น หัวใจของการบริหารธุรกิจ Wealth Management ให้เติบโตในยุคที่เต็มไปด้วยความผันผวน จึงไม่ได้ขึ้นอยู่แค่มีโซลูชั่นการลงทุนหลากหลาย แต่ทีมต้องมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจสภาพตลาด เพื่อให้คำแนะนำกับนักลงทุนได้เหมาะสม จุดนี้เอง จึงเป็นที่มาให้ธนาคารปรับตัวเองแบบเข้มข้น ด้วยการทรานฟอร์ม K WEALTH จากการมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ มาสู่การเป็นที่ปรึกษาด้านการลงทุนและวางแผนการเงิน (Advisory-First) ภายใต้คอนเซปต์ “Your Future-Ready Wealth พันธมิตรการลงทุน พร้อมเคียงข้างคุณ สู่อนาคตความมั่งคั่ง” เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้กับนักลงทุนไทยในทุกช่วงชีวิต
3 กลยุทธ์ ขับเคลื่อนสู่ “Your Future-Ready Wealth”
เพื่อให้การทรานส์ฟอร์ม K WEALTH ประสบความสำเร็จ ธนาคารกสิกรไทยได้วางกลยุทธ์หลักไว้ 3 ด้าน สำหรับกลยุทธ์แรก คือ Wealth Team โดยทีมผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์และบริหารความมั่งคั่ง (K WEALTH Chief Investment Officer) จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการกำหนดกลยุทธ์และทิศทางการลงทุน โดยทำงานร่วมกับทีมผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินการลงทุน (K WEALTH Advisor) ที่ได้รับการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพมาตรฐานสากล รวมถึงการบริการจากผู้ดูแลและช่องทางดิจิทัล เพื่อให้คำแนะนำและเสนอโซลูชันที่ตอบโจทย์ลูกค้าแต่ละบุคคล เพื่อสร้างเสถียรภาพการลงทุนให้กับลูกค้าในระยะยาว
สำหรับกลยุทธ์ต่อมาจะเน้นไปที่การนำ Wealth Tech อย่าง “KEWIN” (เควิน) ซึ่งเป็น AI อัจฉริยะจาก K WEALTH ที่ผสานความเชี่ยวชาญของมนุษย์กับความแม่นยำของเทคโนโลยี (Humanized Tech) มาช่วยวิเคราะห์พอร์ตและสถานการณ์จากทั่วโลกแบบเรียลไทม์ ร่วมกับความเชี่ยวชาญของทีม K WEALTH CIO โดยลูกค้าจะได้รับการแจ้งเตือนแบบรายบุคคล ทั้งการแจ้งเตือนความเสี่ยงของพอร์ต หรือแนะนำการปรับพอร์ตตามสถานการณ์ตลาดผ่านฟังก์ชัน Smart Alert บน K PLUS และ Hot Issue บน LINE KBank Live ทำให้นักลงทุนสามารถบริหารจัดการพอร์ตได้ทันท่วงที ทั้งกองทุนรวม ทองคำ สินทรัพย์อื่น ๆ และความคุ้มครอง สะดวกและปลอดภัยผ่าน K PLUS
กลยุทธ์สุดท้ายคือ Wealth Partnerships โดยร่วมกับ 2 พันธมิตรระดับโลก ซึ่งมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน มอบโซลูชันการลงทุนที่หลากหลาย มีเสถียรภาพ และเข้าถึงการลงทุนที่ต่างประเทศได้ง่ายขึ้น ได้แก่ เจ.พี. มอร์แกน แอสเซท แมเนจเม้นท์ (J.P. Morgan Asset Management) ผู้นำระดับโลกด้านการบริหารการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ภายใต้การบริหารมูลค่ากว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และความเชี่ยวชาญครอบคลุมหลากหลายประเภทสินทรัพย์ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้จะเน้นการพัฒนากลยุทธ์และโมเดลการลงทุนร่วมกันสำหรับนักลงทุนชาวไทยโดยเฉพาะ เพื่อให้เข้าถึงได้ทุกกลุ่มลูกค้า และ ลอมบาร์ด โอเดียร์ (Lombard Odier) สถาบันการเงินชั้นนำจากสวิตเซอร์แลนด์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารความมั่งคั่งและสินทรัพย์ระดับโลกมายาวนานกว่า 229 ปี ครอบคลุมการบริหารความมั่งคั่งเฉพาะบุคคล การวางแผนทรัพย์สินครอบครัว และการลงทุนระดับโลกที่ออกแบบเฉพาะลูกค้าแต่ละราย เพื่อมอบประสบการณ์เฉพาะบุคคลที่ออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับลูกค้าระดับมั่งคั่งสูง
แม้จะต้องเจอกับความผันผวนและการแข่งขันสูงจากผู้เล่นจำนวนมากในตลาด แต่ ดร.พิพัฒน์พงศ์ มั่นใจว่า การทรานส์ฟอร์ม K WEALTH ในครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการให้คำปรึกษากับลูกค้า Wealth และจะทำให้ธนาคารสามารถขยายฐานเข้าไปยังกลุ่มลูกค้า Wealth ได้มากขึ้น เพื่อรักษาความเป็นผู้นำในตลาด Wealth ไว้ได้อย่างต่อเนื่อง






