7 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ “ไอคอนสยาม” ผงาดติด 1 ใน 3 โครงการที่ทรงอิทธิพลโลก จาก MAPIC Awards 2025 ตอกย้ำความยิ่งใหญ่แลนด์มาร์กระดับโลก World-Class Destination พร้อมยืนหนึ่งต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และค้าปลีกโลก ไม่มีเวทีไหนที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า MAPIC Awards ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “รางวัลออสการ์ของวงการค้าปลีก” ล่าสุดไทยได้ส่งสัญญาณความยิ่งใหญ่ไปทั่วโลกอีกครั้ง เมื่อ ‘ไอคอนสยาม’ ประกาศความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ ได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 3 สุดยอดโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อการค้าปลีกที่ทรงอิทธิพลที่สุดในรอบ 30 ปี (Most Influential Retail Property Project of the Past 30 Years) จากเวที MAPIC Awards 2025 ที่จัดขึ้น ณ เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส
การติดอันดับ Top 3 ของ “ไอคอนสยาม” ในครั้งนี้นับเป็นโครงการหนึ่งเดียวจากประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย ที่ผ่านเข้าสู่รอบ Finalist ร่วมกับยักษ์ใหญ่จากยุโรปอย่าง Puerto Venecia (สเปน) และ Westfield London (สหราชอาณาจักร) และนี่คือการตอกย้ำภาพลักษณ์ที่ยิ่งใหญ่ของไอคอนสยามในฐานะ Global Destination ที่สร้างแรงบันดาลใจและสามารถดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก
โดยมีผู้เข้าร่วมงานนิทรรศการและสร้างเครือข่าย กว่า 4,000 คนจากกว่า 75 ประเทศทั่วโลก ทั้งนักลงทุน ผู้พัฒนาโครงการ ผู้บริหารแบรนด์ค้าปลีก และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมค้าปลีกโลก เพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ นวัตกรรม และแนวโน้มใหม่ๆ ในวงการค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์
7 ปี 53 รางวัล บทพิสูจน์วิสัยทัศน์ “เปลี่ยนเมือง” และ “สร้างคุณค่าร่วม” ปั้นเมืองเศรษฐกิจ-ท่องเที่ยวระดับโลก
“ไอคอนสยาม” คืออภิมหาโครงการเมืองที่เป็นแลนด์มาร์กของประเทศไทยริมแม่น้ำเจ้าพระยา เปิดให้บริการครั้งแรกเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561 จากการร่วมทุนของ บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, แมกโนเลีย ควอลิตี้ ดีเวล็อปเม้นต์ คอร์ปอเรชั่น และ เครือเจริญโภคภัณฑ์ ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 60,000 ล้านบาท พื้นที่กว่า 55 ไร่ พื้นที่ใช้สอยรวมกว่า 750,000 ตร.ม. ประกอบศูนย์การค้า ,คอนโดมิเนียม 2 อาคาร และ “7 สิ่งมหัศจรรย์แห่งไอคอนสยาม” ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้ไอคอนสยาม เป็น “World-Class Destination” ที่เป็นต้นแบบการพัฒนาเมืองที่สมบูรณ์แบบที่สุดใน
จวบจนปัจจุบันมีผู้ประกอบการไทยกว่า 35,000 ครอบครัว และดีไซเนอร์ไทยกว่า 1,000 ราย ใช้พื้นที่ของไอคอนสยามเป็นเวทีสร้างรายได้และต่อยอดแบรนด์ไทยสู่สากล ซึ่งนับตั้งแต่ก่อนเริ่มพัฒนาโครงการ สยามพิวรรธน์ ได้ประกาศปณิธานในการมุ่งมั่นเป็น “Game Changer” ที่ปฏิวัติวงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ พัฒนาเมืองธนบุรี รวมคุณค่าจากทุกภาคส่วน รวมทั้งธุรกิจริมแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ไอคอนสยามสามารถกวาดรางวัลแห่งความสำเร็จมาแล้วถึง 53 รางวัล จากสถาบันชั้นนำระดับโลก และยังเคยคว้ารางวัลชนะเลิศ Best Shopping Centre หรือศูนย์การค้าที่ดีที่สุดในโลก จาก MAPIC Awards 2019 มาแล้ว
ความสำเร็จทั้งหมดเกิดจากแนวคิดอันมุ่งมั่นที่ต้องการปลุกชีพจรย่านฝั่งธนให้กลายเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่ภายใต้ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” ยกระดับสองฝั่งแม่น้ำให้เป็นสัญลักษณ์และจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวระดับโลก โดยสามารถสร้างการเติบโตทางธุรกิจ ทั้งการพัฒนาพื้นที่ริมแม่น้ำและถนนเจริญนคร ส่งผลให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นจาก 250,000 บาท เป็น 700,000 บาทต่อตารางวา ธุรกิจริมแม่น้ำเติบโตกว่า 60% โรงแรมมีอัตราค่าห้องพักและการเข้าพักเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และยังสร้างงานมากกว่า 400,000 อัตราและเป็นจุดหมายปลายทางดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติกว่า 115 ล้านคน สู่ประเทศไทย
นอกจากนี้ ไอคอนสยามยังเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่กว่า 60 โครงการ ภายในรัศมี 1 กิโลเมตร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคม เป็นจุดเชื่อมโยงการสัญจรทั้งระบบรถ ราง เรือ และการเชื่อมต่อรถไฟฟ้า ที่สมบูรณ์แบบที่สุดในประเทศไทย
กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จระดับโลก:
1. Revolutionary Retail Development: ไอคอนสยามไม่ใช่แค่ศูนย์การค้า แต่เป็นอภิมหาโครงการเมืองที่ผสาน “สิ่งที่ดีที่สุดของโลกกับสิ่งที่ดีที่สุดของไทย” เข้าไว้ด้วยกันอย่างวิจิตรล้ำสมัย ด้วยแนวคิดที่ไม่เคยมีมาก่อนในการนำ อัตลักษณ์ไทย ศิลปะ วัฒนธรรม นวัตกรรม มาอยู่ร่วมกับ Retail & Entertainment ระดับโลกอย่างสมบูรณ์แบบ
2. ICONSIAM Model & การพลิกโฉมเมือง: ความสำเร็จนี้เป็นผลมาจากการสร้าง Shared Value และการพัฒนาเมืองที่มุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกอย่างแท้จริง ไอคอนสยามได้พลิกโฉมเมืองธนบุรีให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมฝั่งกรุงเทพฯ ยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบ ส่งผลให้มูลค่าที่ดินเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว และสร้างการเติบโตทางธุรกิจกว่า 60% ให้แก่ผู้ประกอบการริมแม่น้ำเจ้าพระยา นอกจากนี้ยังเป็นหัวใจสำคัญของ “แผนแม่บทวิสัยทัศน์แห่งแม่น้ำเจ้าพระยา” ที่ยกระดับสองฝั่งแม่น้ำให้เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลก
3. Greatest Collaboration: พลังของคนไทย: ไอคอนสยามเป็นแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการไทยกว่า 35,000 ครอบครัว และดีไซเนอร์ไทยกว่า 800–1,000 ราย ให้สามารถสร้างรายได้และปั้น SMEs จาก Local heroes ให้กลายเป็น Global heroes ที่โด่งดังไปทั่วโลก ความสำเร็จครั้งนี้จึงเป็นผลจากพลังความร่วมมือและศรัทธาของคนไทยทั้งประเทศ
Global Magnet: แบรนด์โลกแห่เปิดแฟล็กชิป แทนฝั่งกรุงเทพฯ
อีกหนึ่งบทพิสูจน์ที่ชัดเจนถึงศักยภาพของไอคอนสยาม คือการได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ชั้นนำระดับโลก โดยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2568 ต่อเนื่องถึงไตรมาสแรกของปี 2569 มีแบรนด์ใหม่กว่า 51 ราย ทั้งลักซ์ชัวรีและแบรนด์แฟชั่นระดับโลก เลือกเปิดสาขาแรกในไทย ณ ไอคอนสยาม ฝั่งธนบุรี แทนที่จะเลือกฝั่งกรุงเทพฯ สะท้อนถึงการเป็น ศูนย์กลางธุรกิจและไลฟ์สไตล์ระดับโลก อย่างแท้จริง ด้วยมูลค่าการลงทุนกว่า 1,500 ล้านบาท
ตัวอย่างแบรนด์ที่เลือกไอคอนสยามเป็น Flagship/First Store ในไทย:
– Hermès และ Prada: เปิด Duplex (พื้นที่สองชั้น) แห่งแรกในประเทศไทย
– Fendi: เปิดตัว New Concept in Region เป็นที่แรกในเอเชีย
– POP MART: เปิด Global Landmark Store ที่ใหญ่ที่สุดในโลกนอก POPLAND ประเทศจีน
– Loro Piana และ GIORGIO ARMANI: เปิดร้านขนาดใหญ่ที่สุดในไทย
– Brunello Cucinelli, Zimmermann, ON Official Store: เปิดสาขาแรกในประเทศไทย
– Gentle Monster และ Tamburins Store: เปิดเมกะสโตร์ใหญ่ที่สุดในไทย/เอเชียตะวันออกเฉียงใต้
คุณชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ กล่าวว่า “รางวัลอันทรงเกียรตินี้ ไม่ใช่ของสยามพิวรรธน์ แต่เป็น รางวัลของประเทศไทย เป็นเกียรติยศ และความภาคภูมิใจอันยิ่งใหญ่ของคนไทยทุกคน เราจะมุ่งมั่นและทุ่มเททำทุกวิถีทาง เพื่อให้ไอคอนสยามเป็น ‘แม่เหล็ก’ ดึงดูดที่ทรงพลัง ที่จะทำให้คนทั้งโลกกลับมาเยี่ยมเยือนประเทศไทยครั้งแล้วครั้งเล่า และหลงรักประเทศไทยอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”
“ตั้งแต่เปิดดำเนินการมาเป็นเวลา 7 ปี ไอคอนสยามได้พิสูจน์ให้เห็นถึงบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเมืองธนบุรี ให้กลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่ยิ่งใหญ่ทัดเทียมฝั่งกรุงเทพมหานคร และยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนโดยรอบให้เติบโตไปพร้อมกัน โครงการนี้จึงมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะร่วมสร้างคุณค่า (Shared Value) และเป็นแม่เหล็กที่ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว เพื่อให้ประเทศไทยยืนหยัดได้อย่างสง่างามตลอดไป”คุณชฎาทิพกล่าว
ความสำเร็จในครั้งนี้คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์สำคัญที่ “ไอคอนสยาม” ได้กลายมาเป็นมากกว่าจุดหมายปลายทาง แต่คือ สัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและความภาคภูมิใจ ที่นำธงชาติไทยไปโบกสะบัดอย่างสง่างามบนเวทีโลก




