ราคาทองคำ ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568 พุ่งสูงทำสถิติ “ราคาสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-Time High)” อีกครั้งจนทองรูปพรรณ ณ เวลา 13.36 น. ขายออกที่ 60,100 บาท ทะลุ 60,000 บาทเป็นที่เรียบร้อย หลังจากเมื่อวานพุ่งเกินหกหมื่นบาทในระยะเวลาสั้นๆ โดยปัจจุบัน ราคาทองคำแท่งขายออก 59,300 บาท ทองรูปพรรณ 60,100 บาท เมื่อเปรียบเทียบกับราคาทองในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ซึ่งทองคำแท่งขายออกที่ราคา 51,100.00 บาท พบว่าทองคำราคาขึ้นมากกว่า 8,000 บาท ในระยะเวลา 2 เดือน
ทั้งนี้ราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากแนวโน้มการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ Fed รวมทั้งค่าเงินบาทอ่อนค่า ทำให้ราคาทองคำในประเทศปรับตัวสูงขึ้นมากเป็นพิเศษ เนื่องจากราคาในตลาดโลกเป็นสกุลเงินดอลลาร์ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเทียบกับดอลลาร์ จะต้องใช้เงินบาทจำนวนมากขึ้นในการซื้อทองคำในปริมาณเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาทองในไทยสูงขึ้นตามไปด้วย
ประเทศไทยซื้อทองอันดับ 7 ของโลก
ขณะที่ทางสภาทองคำโลก ระบุว่า ความต้องการทองคำโดยรวมของผู้บริโภคในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง จาก 37 ตันในปี 2564 เป็น 38 ตันในปี 2565 เพิ่มขึ้นเป็น 43 ตันในปี 2566 และ 49 ตันในปี 2567 ประเทศไทยได้ก้าวขึ้นมาเป็นตลาดที่แข็งแกร่ง โดยติดอันดับที่ 7 ของโลกในปีที่ผ่านมาในด้านความต้องการทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่ 40 ตัน คิดเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งถึง 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า แม้ว่าราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้นจะส่งผลให้ความต้องการทองคำเครื่องประดับทั่วโลกลดลง 11% แต่ตลาดทองคำในประเทศไทยยังคงรักษาเสถียรภาพได้เป็นอย่างดี
ในไตรมาส 2 ความต้องการทองคำโดยรวมของผู้บริโภคในประเทศไทยยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยปริมาณความต้องการทองคำรวมเพิ่มขึ้นถึง 12 ตัน หรือเติบโต 25% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

คุณเซาไก ฟาน (Shaokai Fan) หัวหน้าภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมประเทศจีน) และหัวหน้าฝ่ายธนาคารกลางระดับโลก ของสภาทองคำโลก
ในขณะที่ความต้องการเครื่องประดับทองคำในไทยสอดคล้องกับทิศทางตลาดโลก โดยปริมาณลดลง 20% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า เนื่องจากราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อโดยรวม แนวโน้มตลาดในภูมิภาคอาเซียนแสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค โดยหันมานิยมเครื่องประดับที่มีความบริสุทธิ์ต่ำลง อย่างไรก็ตาม นักลงทุนไทยแสดงความเชื่อมั่นผ่านการลงทุนในทองคำแท่งและเหรียญทองคำที่เพิ่มขึ้นถึง 10 ตัน เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับปีก่อน
แพลตฟอร์มออนไลน์ หนุนกระแสตื่นทองยุคดิจิทัล
นอกจากจะซื้อทองในรูปแบบเดิมๆ แล้ว ตลาดประเทศไทยยังมีปรากฏการณ์ การออมทองและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งแนวโน้มดังกล่าวทำให้การลงทุนในทองคำเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนรุ่นใหม่และนักลงทุนรายย่อย ส่งผลให้บริการทางการเงินด้านนี้แพร่หลายในวงกว้าง สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลที่น่าประทับใจของประเทศ โดยสภาทองคำโลกเชื่อว่าตลาดไทยจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านการพัฒนาด้านดิจิทัลและการยกระดับมาตรฐานของทองคำ โดยมีนักลงทุนที่มีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ
จากการศึกษาพบว่าคนไทยมองทองคำเป็นสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ที่ให้ผลตอบแทนในระยะยาวและเป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน โดยการเติบโตอย่างต่อเนื่องของแพลตฟอร์มการออมทองคำแท่งในรูปแบบดิจิทัล อาทิ แอปพลิเคชัน “เป๋าตัง”




