HomeSponsoredSCG “องค์กรแห่งโอกาส” สู่การเติบโต ด้วย “AI เทคโนโลยี” และ “คนที่มี Passion”

SCG “องค์กรแห่งโอกาส” สู่การเติบโต ด้วย “AI เทคโนโลยี” และ “คนที่มี Passion”

แชร์ :

“เอสซีจี” เป็นองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงตัวเองมาตลอด ทำให้องค์กรแห่งนี้เติบโตมายาวนาน จนกลายเป็นองค์กรที่มีอายุกว่า 113 ปี แต่ในยุคนี้ โลกธุรกิจเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และการแข่งขันก็ซับซ้อนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทำให้เอสซีจีต้องปรับเปลี่ยนตัวเองให้เร็วกว่าเดิม ด้วยแนวคิดและวิถีการทำงานใหม่สู่การเป็น “องค์กรแห่งโอกาส” (Organization of Possibilities) เพื่อพลิกองค์กรยักษ์ให้เติบโตทันกับโลกภายนอกที่เปลี่ยนเร็วกว่าเดิม

องค์กรแห่งโอกาสคืออะไร แล้วแนวคิดนี้จะขับเคลื่อนเอสซีจีให้เติบโตท่ามกลางการแข่งขันของโลกธุรกิจที่ซับซ้อนในทุกมิติได้อย่างไร? เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น Brand Buffet จะพามาคุยกับ “คุณปรเมศวร์ นิสากรเสน” ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ – การบริหารกลาง เอสซีจี พร้อมกรณีศึกษาการสร้างโอกาสให้คนได้สร้างอิมแพคจากพนักงานเอสซีจี

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

“โอกาส” คำสั้นๆ แต่ทรงพลัง ถ้าไม่มี คนก็ “เฉา”

ที่ผ่านมา เอสซีจีเป็นองค์กรที่ไม่เพียงทุ่มเทเรื่องวิจัยอย่างมาก เพราะต้องการพัฒนาโปรดักต์และบริการที่มีคุณภาพมาตอบความต้องการของลูกค้าให้ดีที่สุดอยู่เสมอ ทว่ายังให้ความสำคัญกับการพัฒนาคนอยู่เสมอ เพราะมองว่า คนคือ Asset สำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตไปข้างหน้า จึงทำให้เอสซีจีผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาได้หลายครั้ง และเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง

แต่ความท้าทายอย่างหนึ่งของเอสซีจีคือ การพัฒนาคนให้ขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย Inclusive Green Growth คุณปรเมศวร์ บอกว่า ตั้งแต่ปี 2567 จึงนำแนวคิด “องค์กรแห่งโอกาส” มาใช้ในการพัฒนาคนและขับเคลื่อนธุรกิจ เพราะมองว่า การได้รับ “โอกาส” เป็นเรื่องสำคัญ สามารถเปิดประสบการณ์ใหม่ให้คนทำงาน และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาสิ่งใหม่เร็วขึ้น ในทางกลับกัน ถ้าคนไม่เห็นโอกาส ก็จะ “เฉา” ลงเรื่อยๆ

สำหรับนิยามขององค์กรแห่งโอกาสนั้น คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่าเป็นการอัพสกิลคนในองค์กรให้มีทักษะใหม่ ผ่านการส่งคนไปอบรมในโปรแกรมต่างๆ แต่ในความหมายของเอสซีจีนั้น ยังรวมไปถึงการขวนขวายหาโอกาสใหม่ของพนักงานเองด้วย

“ถ้าคนนั่งรอโอกาสจากองค์กรอย่างเดียว มันไม่ทัน แต่ถ้าคนมี Mindset ขวนขวายหาโอกาสด้วยตัวเองด้วย มันจะได้อิมแพคที่เร็วกว่า และช่วยให้ธุรกิจไปได้ไกลกว่าคุณปรเมศวร์ ชี้ข้อดีของการสร้างโอกาสทั้ง 2 ทาง พร้อมกับยอมรับว่า การจะพลิกโฉมเอสซีจีเป็นองค์กรแห่งโอกาส เป็นเรื่อง “ท้าทาย” เพราะต้องอาศัยหลายปัจจัย หนึ่งในนั้นคือ คน ดังนั้น ถึงจะไม่ง่าย แต่ก็มองว่ามีโอกาสทำให้ “เป็นจริง” ได้ เพราะเอสซีจีพัฒนาเรื่องคนมาตลอด

“2P 2S” แนวทางขับเคลื่อนสู่องค์กรแห่งโอกาส

โดยสิ่งที่ต้องทำเพิ่มคือ การปลุกคนให้มี Self-Driven ในการขวนขวายโอกาส โดยไม่ต้องรอโอกาสจากองค์กรฝั่งเดียว ผ่านการสร้างสภาพแวดล้อมให้คนเห็นโอกาสเติบโต โดยนำกระบวนการ “2P 2S” มาเป็นหลักในการทำงาน ซึ่ง 2P นั้นหมายถึง People เรื่องคน และ Process เรื่องวิธีการทำงาน ส่วน 2S หมายถึง Structure โครงสร้างการทำงาน และ System เรื่องระบบ โดยทำทั้ง 4 กระบวนการพร้อมกัน

โดยในเรื่องของ Structure ได้ตั้งหน่วยงาน Corporate Innovation ขึ้นมา เพื่อพัฒนานวัตกรรมสำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ จากเดิมที่ Business Unit จะพัฒนานวัตกรรมขึ้นเอง ส่วน People จะเริ่มจากคนที่มี Passion ก่อน โดยเปิดพื้นที่ให้คนเหล่านี้ได้พัฒนานวัตกรรมและนำเสนอความฝันของตัวเองให้เป็นจริงผ่านโครงการที่หลากหลาย

“เราเชื่อว่าคนที่มี Passion กับเรื่องนั้นจริงๆ เวลาทำงาน เขาจะอินและมุ่งมั่น พลังในการทำงานจึงออกมาต่างกัน

คุณปรเมศวร์ บอกถึงพลังของคนที่มี Passion และยกตัวอย่าง Zero To One เป็นโครงการส่งเสริมให้พนักงานที่มี Passion และไอเดียทำธุรกิจสตาร์ตอัป (Internal Startup) โดยทำหน้าที่เหมือน Startup Studio สนับสนุนทั้งเงินทุน พี่เลี้ยง และเครือข่ายธุรกิจที่มีอยู่มาช่วยพัฒนาพัฒนาไอเดียเล็กๆ ให้เป็นจริง โดย คุณภรณี บุศยพลากร Head of Business Incubation และยังเป็นหนึ่งในพนักงานที่เคยเข้าร่วมโครงการ บอกว่า เมื่อก่อนเติบโตอยู่แต่ในกรอบ กระทั่ง 6 ปีที่แล้ว กระแส Digital Disruption เกิดขึ้น เอสซีจีจึงทรานส์ฟอร์มองค์กร และเริ่มคิดลงทุนในธุรกิจสตาร์ตอัป จนเกิดโครงการ Zero To One ขึ้นมา คุณภรณีจึงเข้าร่วมโครงการ“สมัยก่อนกว่าที่เราจะขึ้นมาเป็น Level C ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 30 ปี แต่ Internal Startup ทำให้น้องๆ เข้ามาทำงานไม่กี่ปี ก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็น C Level ได้”

คุณปรเมศวร์ บอกว่า ในแง่ขององค์กรก็ได้ผลดีเช่นกัน เพราะสร้างวัฒนธรรมแบบล้มเร็ว เรียนรู้เร็ว ทำให้คนกล้าเอาความคิดของตัวเองออกมาทำให้เป็นจริง โดยลองจากจุดเล็กๆ ก่อน และถ้าไปได้ก็ทำต่อ จากในอดีตคิดแล้วคิดอีก ต้องศึกษาจนมั่นใจ ทำให้คิด 10 อย่าง แต่ได้ทำจริงไม่ถึงครึ่ง ส่งผลให้คนเอสซีจีสนใจทำ Startup มากขึ้น ปัจุบันมีคนเข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 คน และมีสตาร์ตอัปที่สามารถต่อยอดให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นได้จริงกว่า 100 ทีม ส่วนใหญ่เป็นคนกลุ่ม Gen Y และในจำนวนนี้มีอยู่ 5 ธุรกิจที่โบยบินด้วยการออกมาตั้งบริษัทใหม่ (Spin-off) เพื่อสร้างการเติบโตที่มากขึ้น

หนึ่งในนั้นคือ DezpaX แพลตฟอร์ม e-commerce ด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร ที่เริ่มต้นจากไอเดียเล็กๆ โดยให้บริการแบบ One Stop Solutions ทั้งแพ็กเกจจิ้งอาหารที่หลากหลาย บริการออกแบบเเละงานพิมพ์ รวมถึงการสั่งซื้อ และเช็กราคาได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้ผู้ประกอบการขนาดเล็ก ทำให้ปัจจุบันธุรกิจเติบโตและระดมทุนใน Serie-A

ปั้นนวัตกรรมได้ “เร็ว” ทันความต้องการ

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การพัฒนานวัตกรรมได้ทันกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไป หนึ่งในนั้นคือ Data 360 ซึ่งพัฒนาโดยทีม Digital Office ที่ก่อตั้งมาเพียง 6 ปี คุณพชร เลิศมนัสชัย Sale Executive หนึ่งในทีม Digital Office บอกว่า Data 360 เป็นระบบที่รวบรวมข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการจากทุก Touch Point จากนั้นจะนำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้รู้จักลูกค้าเชิงลึกมากขึ้น ทำให้สามารถแบ่งเซ็กเมนต์ลูกค้าได้กว่า 100 เซ็กเม้นต์ และนำไปต่อยอดเป็นแคมเปญ รวมถึงพัฒนานวัตกรรมได้ตรงใจลูกค้ายิ่งขึ้น โดยปัจจุบันเริ่มนำระบบดังกล่าวมาใช้กับธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเป็นธุรกิจแรกแล้ว

ยังไม่หมดแค่นั้น ทีม Digital Office ยังพัฒนา AI Platform ให้กลุ่มธุรกิจมาเช่าใช้ด้วย โดยไอเดียเกิดจากการเห็น Pain Point ที่แต่ละธุรกิจต้องลงทุนสร้าง AI Infrastructure เอง ทำให้สูญเสียทั้งเวลาและทรัพยากรอย่างมาก คุณพชรจึงนำไอเดียมาคุยกับผู้บริหาร จนได้รับเงินทุนมาพัฒนาแพลตฟอร์ม ซึ่งนอกจากองค์กรจะประหยัดต้นทุนแล้ว ยังลดการทำงานซ้ำซ้อน จนปัจจุบันมี Adoption ประมาณ 6-7 โปรเจคแล้ว

คุณพชร บอกว่า ตอนนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า AI ยังเป็นเทรนด์มาแรง แต่เอสซีจีก็มองหลายเทคโนโลยีและมีการศึกษาวิจัยเทคโนโลยีต่างๆ อยู่ตลอด เช่น Robotic เพื่อเปลี่ยนโรงงาน 3.0 เป็น 4.0 ด้วยการนำหุ่นยนต์แขนกลมาใช้ในการทำงานและลดอุบัติเหตุ หรือ Waste circular Technology เพราะหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของเอสซีจีคือ การขับเคลื่อนองค์กรสู่ Net Zero Company ภายในปี 2050 กรีนเทคโนโลยีจึงจำเป็นมาก เพราะจะช่วยให้แต่ละกลุ่มธุรกิจสามารถพัฒนาสินค้าคาร์บอนต่ำมาทำตลาด

แม้เทคโนโลยีจะเป็นหัวใจสำคัญ แต่คุณพชร มองว่า Key Success ของการพัฒนานวัตกรรมให้ตอบความต้องการของตลาดได้เร็วนั้น ไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “คน” ถ้าคนเข้าใจความต้องการที่แท้จริง แล้วนำเทคโนโลยีไปช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด ก็สามารถสร้างโอกาสใหม่ให้กับธุรกิจได้ และมองว่าการได้รับโอกาสจากองค์กร ทำให้คนทำงานรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง Impact ให้กับองค์กร มากกว่าการเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Project Concept เกิดขึ้น

หนุนให้ “คน” ในองค์กรนำ AI เสริมประสิทธิภาพการทำงาน

นอกจากการสร้างสตาร์ตอัปและพัฒนานวัตกรรมแล้ว การสร้างให้คนในองค์กรนำ AI มาใช้ยังเป็นอีกตัวอย่างน่าสนใจ นั่นเพราะ AI เป็นเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงทุกวงการ หากคนในองค์กรนำ AI มาใช้ในการทำงาน คุณชญาภา สุวรรณประทีป Head of Innovation Culture Transformation มองว่า จะช่วยให้การทำงานสะดวกขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ในทางกลับกัน ถ้าไม่นำมาใช้ ไม่เพียงจะไม่เพิ่มประสิทธิภาพ ยังจะลดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจด้วย

แต่โจทย์ใหญ่คือ จะทำอย่างไรให้คนหยิบ AI มาใช้โดยที่ไม่กลัว ทางทีมจำเป็นต้องหาสารพัดวิธี ซึ่งคุณชญาภา บอกว่า วิธีที่ดีที่สุด คือ การทดลองใช้จริง ในช่วงแรกๆ จึงได้พัฒนา “AI Community” ขึ้นมา ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนเรื่อง AI โดยในคอมมูนิตี้นี้จะรวบรวมคอร์สเรียนกว่า 160 คอร์ส เวิร์คชอป และเทรนด์ AI ให้พนักงานเข้ามาเรียนรู้ และลองใช้จริงตามความต้องการ ทั้งยังนำคนที่ใช้ AI แล้วดีต่อชีวิต มาโชว์และแชร์ประสบการณ์ให้เห็น เพื่อให้คนรู้สึกว่า AI ช่วยให้การทำงานง่ายขึ้น จนเกิดแรงบันดาล พร้อมกับปรับ Mindset และวิธีการทำงานของตัวเอง

“เราไม่ได้เร่งรัด และเคยสำรวจ ทำให้พบว่าคนส่วนหนึ่งรู้ว่า AI คืออะไร แต่ไม่รู้จะนำไปใช้งานแบบไหน เราจึงต้องทำให้เขาเห็นว่ามันใช้ง่าย สะดวก และสนุกกับการใช้ ผ่านการใช้งานในชีวิตประจำวันและมีเกมให้เล่นๆ ซึ่งทำให้ Barrier ค่อยๆ ลดลง”

ทำให้ปัจจุบันพนักงานทั้งหมดของเอสซีจี มีการนำ AI มาใช้กว่า 60% แล้ว ส่วนใหญ่เป็นการใช้ในเชิง Individual Task เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน สำหรับเป้าหมายต่อไป คือ การนำ AI มาเป็น Agent เพื่อช่วยลดระยะเวลาในการทำงาน โดยคาดว่าจะเห็นเป็นรูปธรรมประมาณปี 2569

เป้าหมายต่อไปคือ Growth Mindset

ถึงวันนี้เอสซีจีจะนำแนวคิดนี้มาสู่การปฎิบัติได้เพียง 1 ปีกว่า แต่คุณปรเมศวร์ก็พอใจ เพราะหากวัดในแง่ Engagement Score ของพนักงานเทียบกับสูงขึ้นเมื่อเทียบกับวันแรก และยังลดต้นทุนการทำงานได้หลายร้อยล้านบาท ที่สำคัญมี Use Case ที่สร้างอิมแพคต่อธุรกิจแล้ว โดยสามารถส่งปูนไปขายที่อเมริกาได้ แต่ยังไม่พอ ต้องทำต่ออีก โดยต้องการให้ทุกคนในองค์กรมี Growth Mindset อยากเติบโตหรือกระหายที่จะหาโอกาส เพราะถ้าทำได้ มันจะ Powerful มาก และเกิดโอกาสใหม่ๆ อีกมาก

นี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นของการสร้างโอกาสให้คนได้สร้างอิมแพคเท่านั้น จากนี้ไปเชื่อว่าผลผลิตจากการสร้างองค์กรแห่งโอกาสนี้จะค่อยๆ สร้างอิมแพคออกมาให้เราได้เห็นมากขึ้นแน่นอน ไปพร้อมๆ กับขับเคลื่อนองค์กร 113 ปีแห่งนี้ ให้เติบโตยั่งยืนต่อไป


แชร์ :