HomeBrand Move !!ถึงเวลา 7-Eleven โตนอกญี่ปุ่น ส่งโมเดล “คอมบินิ-แซนวิชไข่” บุกอเมริกา ตั้งเป้า IPO-ขยายสาขา

ถึงเวลา 7-Eleven โตนอกญี่ปุ่น ส่งโมเดล “คอมบินิ-แซนวิชไข่” บุกอเมริกา ตั้งเป้า IPO-ขยายสาขา

แชร์ :

 

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

Seven & i Holding บริษัทแม่ของ 7-Eleven ประกาศบุกตลาดโลก ตั้งเป้าเปิดสาขาใหม่ 2,300 แห่ง รวมถึงแผนการ IPO ธุรกิจในอเมริกา และปรับโฉม 7-Eleven  ด้วยโมเดลร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่นที่เน้นความเป็น Food Destination แทนที่ร้านขายขนมในปั๊มน้ำมัน

แผนดังกล่าวมีความชัดเจนมากขึ้นหลังจากดีลการติดต่อขอซื้อกิจการจาก Alimentation Couche-Tard (เจ้าของแบรนด์ Circle K จากแคนาดา) มูลค่า 47,000 ล้านเหรียญสหรัฐล้มเหลว ประกอบกับตัวเลขกำไรจากการดำเนินงานของ 7-Eleven ในญี่ปุ่นลดลง 11% เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้มูลค่าหุ้นของ Seven & i ในตอนนี้ลดลงราว 20% (เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว)

 

ซึ่งในมุมของบริษัท อาจกล่าวได้ว่า มาถึงจุดที่ต้องพิสูจน์ว่า พวกเขาเป็นกิจการที่สามารถเติบโตได้ด้วยตัวเอง แม้จะเป็นช่วงที่สังคมญี่ปุ่นเข้าสู่ Aging Society เต็มรูปแบบ

กลยุทธ์ Seven & i ขยายธุรกิจ “นอกญี่ปุ่น”

เป้าหมายหลักของ Seven & i คือการขยายธุรกิจนอกญี่ปุ่น โดยบริษัทเผยว่า มีแผนจะเปิดตัวร้านสาขาใหม่ 2,300 แห่ง (แบ่งออกเป็นในญี่ปุ่น 1,000 แห่ง และนอกญี่ปุ่น 1,300 แห่ง) ให้แล้วเสร็จภายในเดือนกุมภาพันธ์ 2031 รวมถึงการ IPO เพื่อระดมทุนมาขยายธุรกิจในสหรัฐอเมริกาด้วย (คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2026)

โดยปัจจุบัน Seven & i มีร้านสาขาประมาณ 13,000 แห่งในอเมริกาเหนือ และ 21,600 แห่งในญี่ปุ่น และบริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ของร้านสะดวกซื้อจะเพิ่มขึ้นเป็น 11.3 ล้านล้านเยน (ประมาณ 76,500 ล้านเหรียญสหรัฐ) ภายในปีงบประมาณ 2030

ในส่วนของธุรกิจในเครือ บริษัทเผยว่ามีแผนขายกิจการ York Holdings  ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการซูเปอร์มาร์เก็ต Ito-Yokado และแบรนด์ค้าปลีกอื่นๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลักของบริษัท รวมถึง Denny’s Japan, Loft และ Akachan Honpo ให้แก่ Bain Capital และลดสัดส่วนการถือหุ้นใน Seven Bank ลงด้วย

ดึงสไตล์ “คอมบินิ” บุกแดนอินทรี

เป็นไปได้ว่าความท้าทายใหญ่ของ Seven & i คือตลาดอเมริกา โดยหัวเรือใหญ่ของการบุกตลาดครั้งนี้อย่าง Stephen Dacus อดีตแม่ทัพของ Walmart บอกว่า เขามีภารกิจสำคัญคือการทำให้ 7-Eleven ในอเมริกา มีภาพลักษณ์ของการเป็นแหล่งรวมอาหารสดคุณภาพ ไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อข้างปั๊มน้ำมันแบบที่เคยเป็นมา โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ 7-Eleven ในอเมริกา พบว่ามีดังนี้

  • เปิดตัวแซนด์วิชไข่สไตล์ญี่ปุ่น ที่ทำจาก milk bread และมายองเนสญี่ปุ่น
  • รีเฟรชสาขาใหม่ รวมถึงเพิ่มจำนวนร้านสาขา
  • สร้างเครือข่ายซัพพลายเออร์ เพื่อผลิตอาหารพร้อมทานแบรนด์ 7-Eleven ให้ครอบคลุม
  • ปรับโมเดลอาหารสดให้เหมาะกับวัฒนธรรมการบริโภคของอเมริกันชน เช่น การใช้อาหารแช่แข็ง/กึ่งสด ที่สามารถอุ่นร้อนในร้านได้

เปิด 3 ความท้าทาย “สะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่น”

อย่างไรก็ดี ความท้าทายของการบุกตลาดอเมริกาครั้งนี้ก็มีรออยู่หลายข้อ นั่นคือ ความแตกต่างด้านค่านิยม และพฤติกรรมการจับจ่ายใช้สอย โดยร้านสะดวกซื้อในสหรัฐฯ มักถูกมองว่าเป็นสถานที่ขายของขบเคี้ยว ไม่ใช่ “food destination” แบบที่ 7-Eleven ทำได้สำเร็จในเอเชีย อีกทั้งการขนส่งอาหารสดไปยังพื้นที่นอกเมืองใหญ่ทำได้ยากกว่า เมื่อเทียบกับญี่ปุ่น ที่สามารถกระจายสินค้าได้หลายรอบต่อวัน

ไม่เพียงเท่านั้น คู่แข่งของ 7-Eleven ภายใต้ภาพลักษณ์ใหม่อาจไม่ใช่ร้านสะดวกซื้อ หากแต่เป็นเชนฟาสต์ฟู้ดยักษ์ใหญ่ที่ครองตลาดอาหารพร้อมทานมายาวนาน เช่น  McDonald’s, Burger King ฯลฯ ข้อจำกัดเหล่านี้ ทำให้การรุกตลาดสหรัฐอเมริกาน่าสนใจทีเดียวว่า 7-Eleven จะสามารถโน้มน้าวให้คนอเมริกันเปลี่ยนใจมายอมรับร้านสะดวกซื้อสไตล์ญี่ปุ่นได้มากขึ้นหรือไม่ โดยหากเทียบกับปรากฏการณ์ในอดีต ความล้มเหลวก็เคยมีมาแล้ว เมื่อครั้งที่ FamilyMart ไปบุกตลาดสหรัฐอเมริกา และสุดท้ายก็ต้องม้วนเสื่อกลับบ้านในปี 2015  เนื่องจากไม่สามารถทำให้อเมริกันชนเชื่อได้ว่า ร้านสะดวกซื้อสามารถเป็นได้มากกว่าร้านขายขนมในปั๊มน้ำมันนั่นเอง

Source

Source


แชร์ :

You may also like