มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์กับโครงการ One lift you need, one seed we plant ปลูกป่าบนพื้นที่ที่ไม่สามารถฟื้นฟูตัวเองได้!! [PR]

 

33มร. มุเนะอิสะ โอกาโมโตะ กรรมการผู้จัดการ  บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด  ผู้จัดจำหน่าย ติดตั้ง ซ่อมบำรุง และงานปรับปรุงระบบ ผลิตภัณฑ์ ลิฟต์ บันไดเลื่อน ทางเลื่อน และระบบควบคุมการเข้า-ออก ภายใต้ปรัชญาคุณภาพแห่งการเคลื่อนไหว (Quality in Motion)

สร้างความแตกต่างในกลุ่มผลิตภัณฑ์เดียวกันด้วยเทคโนโลยีอันล้ำสมัย ที่ผ่านมาได้มุ่งเน้นให้ความสำคัญ 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ประสิทธิภาพ (Efficiency)  สะดวกสบาย  (Comfort)  เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม  (Ecology)  ปลอดภัย (Safety) ควบคู่กัน เพื่อเป้าหมายในการเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นอันดับ 1 ในเรื่องคุณภาพอย่างแท้จริง   โดยนอกจากการดำเนินทางธุรกิจ บริษัทฯ ได้จัดทำโครงการต่างๆ  เพื่อคืนสู่สังคมอย่างต่อเนื่อง  ล่าสุดในปี 2016  จัดกิจกรรมปลูกป่า  นำทีมผู้บริหาร และพนักงาน รวมถึงเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ นำขบวนปลูกป่าโดยโครงการ One lift you need, one seed we plant (ซื้อลิฟต์ 1 ตัว = ปลูกต้นไม้อย่างน้อย 1 ต้น) เป็นกิจกรรมทีท่ทำอย่างต่อเนื่อง เริ่มต้นตั้งแต่ปี   พ.ศ. 2552  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำสาธารณะประโยชน์ให้กับสังคม โดยการปลูกต้นไม้ มุ่งหวังในการช่วยละภาวะโลกร้อนและภัยธรรมชาติที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า  ผลการปฏิบัติงาน ตั้งแต่ปีพ.ศ. 2552-2559  ปลูกต้นกล้าไปแล้วกว่า 20,000 ต้น

นายชาตรี รักษาแผน ผู้อำนวยการส่วนโครงการพิเศษ สำนักส่งเสริมการปลูกป่า กรมป่าไม้  เผยว่า “แม้ประเทศไทยจะมีเขตป่าพื้นที่สงวน แต่ก็ใช่ว่าบริเวณห้ามบุกรุกนี้จะมีพื้นที่สีเขียวครึ้มเสมอไป ยังมี แอ่งกระทะ โล้นๆ ที่ผืนป่าไม่สามารถฟื้นฟูได้เองตามธรรมชาติ จากพิกัดที่ตั้ง, อุณหภูมิ, สิ่งแวดล้อมที่เป็นเขตภูเขาหิน หรือกระทั่งสัตว์ป่าที่เข้ามากินเมล็ดพันธุ์  ฯลฯ การนำต้นกล้าเข้ามาปลูกในวันนี้จึงได้เท่ากับช่วยเติมเต็มพื้นที่สีเขียวและระบบนิเวศน์ที่อุดมสมบูรณ์ให้กับพื้นที่ป่าสงวน”

ด้านรายละเอียดโครงการฯ ผู้บริหาร  บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ให้สัมภาษณ์ว่า  เนื่องด้วยปัจจุบันโลกกำลังเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นหรือที่เรียกว่าสภาวะโลกร้อน ซึ่งส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่มีผลกระทบต่อชีวิตมนุษย์ อาทิ ไฟไหม้ป่า เกิดความแห้งแล้ง ฝนตกไม่ตรงตามฤดูกาล ฝนตกในปริมาณมากจนเกิดภาวะน้ำท่วม เป็นต้น สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากการตัดไม้ทำลายป่าของมนุษย์ ดังนั้น ทั่วโลกจำเล็งเห็นความสำคัญและได้ร่วมมือป้องกันและแก้ไขสภาวะโลกร้อน   บวกกับในประเทศไทย การลักลอบตัดไม้เกิดขึ้นและขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้ปัจจุบันทรัพยากรป่าไม้ของประเทศไม่อุดมสมบูรณ์เช่นก่อน ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนอย่างมาก หน่วยงานต่างๆทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมีการจัดการและอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้มากขึ้น

บริษัท มิตซูบิชิ เอลเลเวเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เล็งเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว เพื่อให้ผู้บริหารและพนักงานตระหนักถึงปัญหา จึงได้มีการจัดตั้งโครงการปลูกต้นไม้ One lift you need, one seed we plant เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับประเทศไทย  โดยมี วัตถุประสงค์ของโครงการ 1. เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมในนามบริษัทฯ 2. เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้กับพนักงาน 3. เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดภาวะโลกร้อน ช่วยลดผลกระทบจากภัยพิบัติทางธรรมชาติที่เกิดจากการตัดไม้ทำลายป่า 4. เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมการปลูกและการดูแลรักษาป่า

เป้าหมายโครงการ ในระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯได้จัดกิจกรรมปลูกต้นไม้หลายแห่ง เช่น พื้นที่ภายในมหาวิทยาลัยลาดกระบัง พื้นที่ริมถนนบางนา-ตราด ฯลฯ และสำหรับปีพ.ศ. 2559 บริษัทฯได้ร่วมมือกับกรมป่าไม้ ในการปลูกต้นกล้าในเขตพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม เขตป่าสงวนแห่งชาติเขาใหญ่ จำนวน 50 ไร่ มีจำนวนต้นกล้าหลายหลายชนิดพันธุ์ตามความเหมาะสมของพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 10,000 ต้นกล้า  ที่ผ่านมาเราได้ปลูกต้นกล้าและพันธุ์ไม้ใหญ่ตามจำนวนที่เหมาะสมต่อปี ในหนึ่งปีจะมีการจัดกิจกรรมปลูกป่าครั้งใหญ่ 1 ครั้ง และจะมีการสอดแทรกกิจกรรมปลูกต้นไม้ไว้ในกิจกรรมอื่นๆของบริษัทตามความเหมาะสม  ความคาดหวังจากโครงการฯ นี้ ต้องการแก้ปัญหาแบบบรูณาการทั้งระบบ ได้แก่   1. เพิ่มพื้นที่สีเขียว เพิ่มปริมาณออกซิเจนในอากาศและลดภาวะโลกร้อน 2.ผู้บริหาร พนักงาน และคู่ค้า มีความเข้าใจในความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้และสิ่งแวดล้อม 3. ส่งเสริมให้ประชาชน บุคคลทั่วไปเกิดจิตสำนึกในการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4.เกิดความสมัครสมานสามัคคีภายในองค์กร

ปีนี้นำคณะไป  ณ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  บรรยากาศของงานเต็มไปด้วยความชุ่มชื่น ร่มเย็น ผู้บริหารบอกว่าแม้วันนี้จะ “ร้อน” แต่รับประกันได้ว่าวันข้างหน้าจะไม่ “ร้อน” (ขนาดนี้) อย่างแน่นอน นับ เป็นตัวอย่างข้อคิดที่ดีว่าเทคโนโลยีที่กว้างไกล ยังห่วงใยธรรมชาติ แล้วเราๆ ชาวโลว์เทค จะไม่เดินตามรอยได้อย่างไร ???

ติ๊ง…. ถึงชั้นที่โลกไม่ร้อนแล้วจ้า (โดยสารโดยลิฟต์สีเขียว)

22