ในโลกยุคใหม่ที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาการที่แบรนด์จะยืนได้ในระยะยาวได้ จำเป็นต้องมีเอกลักษณ์และต้องปรับตัวอยู่เสมอ ชาตรามือ คืออีกหนึ่งบทพิสูจน์ความสำเร็จของแบรนด์บนถนนสายธุรกิจที่แม้จะมีอายุอายนามกว่า 80 ปี ทว่ายังครองใจผู้บริโภคอย่างเหนียวแน่น ซึ่งเป็นผลมาจากการปรับกลยุทธ์การดำเนินธุรกิจให้ตอบโจทย์ลูกค้าอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ในแง่ของรสชาติ คุณภาพ หากแต่คือความภาคภูมิใจในฐานะตัวแทนของแบรนด์ที่สะท้อนตัวตนความเป็นไทยในสายตาต่างชาติได้อย่างดี
วันนี้ “ชาตรามือ” ทะยานสู่ยุคใหม่ภายใต้การบริหารของ “แพรว-พราวนรินทร์ เรืองฤทธิเดช” ทายาทรุ่นที่ 3 ได้เผยในงานสัมมนา UNLOCK THE FUTURE 2026 : BEYOND LIMITS ในหัวข้อ Brewing Beyond Borders: The Rise of Thai Tea Culture ถึงเส้นทางธุรกิจนับจากวันแรกที่ก่อตั้ง ที่ยังคงสร้างการเติบโตจนกลายเป็นอีกหนึ่ง Soft Power สำคัญของไทยกับก้าวใหม่ในแบบ Beyond Limit
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อปี 2488 ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ชาตรามือ” ในยุคที่การดื่มชาในบ้านเรายังผูกโยงกับวัฒนธรรมจีน… ใครจะคิดว่าวันนี้ ชานมใส่น้ำแข็งแบบไทยๆ จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่โด่งดังที่สุดของประเทศ และส่งต่อไปสู่ใจคนทั่วโลกได้ จนกลายเป็นแบรนด์ชาไทย ที่มีรายได้กว่า 3,000 ล้านบาทในปี 2567 ที่ผ่านมา และยังสามารถครองส่วนแบ่งทางในตลาดได้ 70% (ในไทย)
จุดเริ่มต้นจากร้านชาเล็กๆ สู่ตำนานบทใหม่ของแบรนด์ไทย
จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ เมื่อปี 2488 ภายใต้ชื่อแบรนด์ “ชาตรามือ” ในยุคที่การดื่มชาในบ้านเรายังผูกโยงกับวัฒนธรรมจีน… ใครจะคิดว่าวันนี้ ชานมใส่น้ำแข็งแบบไทยๆ จะกลายเป็นหนึ่งในเครื่องดื่มที่โด่งดังที่สุดของประเทศ และส่งต่อไปสู่ใจคนทั่วโลกได้
คุณพราวนรินทร์ เผยว่า ธุรกิจชาตรามือเริ่มต้นจากการนำเข้าและผลิตชามาตั้งแต่รุ่นอากง โดยมีรากฐานยาวนานกว่า 100 ปี แต่เริ่มนับปีที่ก่อตั้งแบรนด์อย่างเป็นทางการในปี 2488 หลังเกิดเหตุการณ์ไฟไหม้และสร้างร้านใหม่ โดยใช้สัญลักษณ์ “รูปมือ” ที่เป็นที่รู้จักของผู้คน จนเป็นที่มาของชื่อ “ชาตรามือ” ในเวลาต่อมา
โดยช่วงเริ่มแรกในอดีต ชาตรามือทำธุรกิจแบบ B2B (Business-to-Business) โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายชาบรรจุกระป๋องให้แก่ร้านอาหาร โรงแรม และร้านค้าที่ใช้ชงชาเป็นหลัก ผู้บริโภคทั่วไปจึงไม่ค่อยมีโอกาสเห็นแบรนด์ในวงกว้าง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ชาตรามือเริ่มเปิดร้านค้าปลีก (Retail Store) คือการไปร่วมออกงานอีเวนต์ต่างๆ และพบว่าผู้บริโภคชื่นชอบรสชาติและต้องการซื้อ
ทำให้เกิดการ Transform Business Model ครั้งใหญ่ จากผู้ผลิตสู่การเป็นเจ้าของร้านค้าปลีกเต็มตัว โดย “ร้านชาตรามือ” สาขาแรกเริ่มต้นที่ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ และกลายมาเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้าง
“ชื่อของชาตรามือ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการจดทะเบียนการค้าอย่างเป็นทางการตั้งแต่แรก แต่เกิดจากผู้คนที่เรียกขานกันจนติดปาก ตามสัญลักษณ์ “รูปมือ” ที่เป็นเครื่องหมายการค้าของคุณภาพ จนเมื่อถึงปี พ.ศ. 2488 ซึ่งตรงกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ร้านชาเดิมถูกไฟไหม้ จึงถือเอาปีนั้นเป็นหมุดหมายสำคัญในการก่อตั้งแบรนด์อย่างเป็นทางการ นับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ชาตรามือจึงมีอายุครบ 80 ปีพอดี” คุณพราวนรินทร์กล่าว
“ชากุหลาบ” ทริกเกอร์สำคัญ สู่การแมสระดับประเทศ
หนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักในวงกว้างและกลายเป็นกระแสไวรัลคือการเปิดตัว “ชากุหลาบ” ในช่วงปี 2017 กระทั่งเมนูดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่ง “Hero Product” ในเวลาต่อมา ซึ่ง “คุณแพรว” ระบุว่าเป็นจุดที่ทำให้ชาตรามือ “แมส” อย่างแท้จริง และได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคในโลกออนไลน์จากเดิมที่คนส่วนใหญ่รู้จักแค่กลุ่มลูกค้าขาประจำในธุรกิจ และคนที่ชื่นชอบชาไทยอยู่แล้ว ถือเป็นการปรับตัวสู่โลกยุคใหม่ Health Conscious และ Omni-Channel อย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์ดูทันสมัยและเข้าถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้น
ก่อนที่กรกฏคมที่ผ่านมา ได้เปิดตัว “ชาไทยไม่มีสี” โดยใช้ชาตัวเดิม สูตรเดิม เพียงแต่ไม่มีการเติมสีส้มเข้าไป ตามด้วย “ชาไทยคอมบูฉะ” (Sparkling Thai Tea Kombucha) ในเดือนสิงหาคม 2568 นับเป็นก้าวสำคัญในการแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆของทางแบรนด์
กระทั่งในคอนเสิร์ต BLACKPINK WORLD TOUR IN BANGKOK 2025 ที่ผ่านมาแบรนด์ชาตรามือกลายเป็นไวรัลกระฉ่อนโลกอีกครั้ง เมื่อ “โรเซ่” หนึ่งในสมาชิกของวงเลือก “ดื่มชาตรามือ” ในช่วงไฮไลต์ของเธอ กลายเป็นความภาคภูมิใจของคนไทยอีกครั้ง ส่งผลให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้นทั่วโลก จวบจนปัจจุบันชาตรามือมีบริษัทในเครือแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ 1. สยาม เอฟ บี โปรดักส์ 2. ทิพย์ธารี และ 3. ชาไทย อินเตอร์เนชั่นแนล โดยทั้ง 3 บริษัทมีรายได้ทะยานไปแล้วกว่า 5,000 ล้านบาท
จาก “ชาตรามือ” ถึง “CTM” แบรนด์น้องใหม่ที่พรีเมี่ยมมากขึ้น
ทั้งนี้เพื่อตอบโจทย์ตลาดชาที่เติบโตขึ้นและผู้บริโภคที่มีความรู้ความต้องการหลากหลาย ชาตรามือได้เปิดตัวแบรนด์ลูกใหม่ คือ “CTM” (ย่อมาจาก Chaa Thai Meng) ที่ Central Park เป็นสาขาแรกเมื่อกันยายนที่ผ่านมา
- CTM : เป็นแบรนด์ชาพรีเมียมที่นำเสนอชาเฉพาะทางที่หายากและมีรายละเอียดที่แตกต่างกัน (Niche and Price) เช่น ชาอู่หลงนางงาม หรือ ชาขาว ที่เน้นความลึกซึ้งของสายพันธุ์และกระบวนการผลิต
- จุดประสงค์: เพื่อสร้างเวทีที่ชัดเจนให้กับชาที่มีความเฉพาะเจาะจงเหล่านี้ ไม่ให้ถูกภาพลักษณ์ชาไทยที่เข้มข้นของชาตรามือกลืนหายไป
- ผลตอบรับ: สาขาแรกได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามเกินความคาดหมาย และมีแผนขยายสาขา CTM เพิ่มเติมอย่างน้อย 5-10 สาขา ในปีถัดไป โดยยังคงราคาที่เข้าถึงได้ (Affordable) ที่เฉลี่ยไม่ถึง 100 บาทต่อแก้ว
“การทำความเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นด้าน “ความหวาน” ซึ่งนำมาสู่การปรับระดับความหวานที่หน้าสาขาให้ลูกค้าเลือกได้หลากหลาย เพื่อตอบรับเทรนด์สุขภาพ และลดความหวานลงตามความต้องการของตลาด นอกจากนี้ ยังต้องให้ความสำคัญกับการเข้าถึงที่ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น เช่น บริการเดลิเวอรี่
ขณะเดียวกัน พื้นฐานสำคัญอย่างรสชาติ ความอร่อย ความสะดวก และมาตรฐานคุณภาพ ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนาให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ควบคู่ไปกับการทำกิจกรรมและการรีแบรนดิ้งที่ยังคงความร่วมสมัยอยู่เสมอ และนั่นคือหัวใจของความสำเร็จของแบรนด์” คุณพราวนรินทร์กล่าว
3 แกนหลักเพื่อ “Stay Young” และเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่
คุณพราวนรินทร์ ย้ำถึงความจำเป็นในการปรับตัวของแบรนด์ที่มีอายุยาวนานเพื่อ “Stay Young” และเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ (Acquire New Customers) ในการสร้างความยั่งยืนระยะยาวเพื่อให้แบรนด์ยังคงสดใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยเน้น 3 แกนหลัก
- ตอบโจทย์เทรนด์สุขภาพ (Health Conscious): มีการปรับลดระดับความหวานให้ผู้บริโภคเลือกได้ “หวานน้อยมาก” หรือ “ไม่ใส่เลย” รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เน้นสุขภาพ เช่น ชาผสมวิตามิน หรือเมนูที่ใช้วัตถุดิบธรรมชาติอย่าง “เคล”
- คุณภาพและความสะดวกสบาย: รักษามาตรฐานรสชาติและคุณภาพ พร้อมพัฒนาช่องทางการขายให้เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งการขยายสาขา (ปัจจุบันในไทยมีกว่า 240 สาขา และตั้งเป้าขยายต่อเนื่อง) และการรองรับ Delivery รวมถึงการพัฒนาแอปพลิเคชัน
- การสร้างแบรนด์ร่วมสมัย: จัดกิจกรรมและแคมเปญการตลาดที่ทำให้แบรนด์ยังคงอยู่ในกระแส และให้ความสำคัญกับการสื่อสารที่ชัดเจน จากแบรนด์ที่คนมองว่า “เก่า” ให้กลายเป็นแบรนด์ที่ “เก๋า” และ “คูล” ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม ทันสมัย และน่าเก็บสะสม เช่น แก้วพลาสติกแบบแข็งที่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้ ซึ่งกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ผู้บริโภคจดจำ
- สร้างความยั่งยืน (Sustainability): ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมด้วยการรณรงค์ให้ลูกค้านำแก้วมาใช้ซ้ำ (Reuse) และสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกชาให้มีรายได้ที่มั่นคงและยั่งยืน
ก้าวต่อไป ทะยานสู่แบรนด์ระดับโลก (Global Brand)
เส้นทางการเติบโตของ “ชาตรามือ” ไม่ได้หยุดอยู่แค่ในไทย แต่ขยายตลาดสู่ต่างประเทศด้วยโมเดล แฟรนไชส์ (Franchise) โดยเน้นการคัดเลือกพาร์ทเนอร์ที่มี “Passion” และความเข้าใจในแบรนด์และผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง ปัจจุบัน “ชาตรามือ” ส่งออกสินค้าภายใต้แบรนด์ชาตรามืออย่างเป็นทางการไปมากกว่า 21 ประเทศ มีสาขาในประเทศแล้วกว่า 220 สาขา และต่างประเทศ 114 สาขา ใน 11 ประเทศ (ในรูปแบบแฟรนไชส์) ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ จีน และเขตเศรษฐกิจพิเศษฮ่องกง กัมพูชา พม่า มาเลเซีย บรูไน เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม โดยมี มาเลเซีย เป็นประเทศที่มีจำนวนสาขามากที่สุด (กว่า 50 สาขา) และยังคงมองหาโอกาสขยายไปในตลาดใหม่ๆ อยู่เสมอ เพื่อให้สินค้าไทยได้เป็นที่ยอมรับในเวทีโลก
คุณพราวนรินทร์ มองว่า การจะไปให้ไกลกว่าเดิม (Beyond Limit) คือการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวเอง ทั้งในแง่ของการขยายสาขา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยยังคงรักษา “รากเหง้า” และ “ตัวตน” ของความเป็นไทยไว้อย่างเหนียวแน่น พร้อมนำธุรกิจก้าวไปสู่ Global Brand หรือแบรนด์ระดับโลก ในฐานะเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์และวัฒนธรรมอันโดดเด่น ไม่แพ้ชาชาติใด
เรื่องราวของ “ชาตรามือ” คือบทพิสูจน์ถึงความสำเร็จของการปรับตัวและการไม่หยุดพัฒนาแบบ Beyond Limit จากร้านชาเล็กๆ ที่สืบทอดกิจการจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นแบรนด์ที่แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคมายาวนานกว่า วันนี้ “ชาตรามือ” พร้อมแล้วที่จะเป็นตัวแทนของประเทศไทย ในการส่งมอบความสุขและความอร่อยผ่านแก้วชาไทย ให้คนทั้งโลกได้สัมผัส








