“สุกี้ตี๋น้อย” ประกาศยุทธศาสตร์ปี 2569 อัดงบลงทุน 1.5 พันล้านบาท ปูพรมขยาย 60 สาขาทั่วไทย พร้อมเปิดตัวโมเดลใหม่ “Teenoi Plus” อัพเกรดโมเดลใหม่ชิงมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม มั่นใจรายได้ทะยานสู่ 1.3 หมื่นล้านบาท ย้ำสถานะการเงินที่แข็งแกร่ง
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดของตลาดสุกี้และบุฟเฟต์มูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาทเมืองไทยที่เข้มข้นมาต่อเนื่องแบรนด์ดังต่างห้ำหั่นกันอย่างไม่ลดลาวาศอก บริษัท สุกี้ ตี๋น้อย จำกัด ภายใต้การนำของ คุณเฟิร์น-นัทธมน พิศาลกิจวนิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คืออีกหนึ่งผู้เล่นหลักที่ขับเคลื่อนการเติบโตของตลาด ตลอดจนสร้างมูฟเมนต์ต่างๆมาอย่างต่อเนื่อง
“Strategic Sacrifice” ยอมลดกำไรระยะสั้น เพื่อฐานแฟนระยะยาว
คุณเฟิร์น–นัทธมน พิศาลกิจวนิช เปิดเผยถึงผลงานในปีที่ผ่านมาว่า จากผลประกอบการปี 2568 สุกี้ตี๋น้อยทำรายได้รวมที่ 9,147 ล้านบาท เติบโตขึ้น 31% แม้กำไรสุทธิจะปรับตัวลดลง 26% อยู่ที่ 864 ล้านบาท โดยเฉพาะในไตรมาส 4 ที่กำไรลงมาอยู่ที่ 57 ล้านบาท จากการใช้งประมาณค่อนข้างมากในช่วงปลายปี
แต่ถือว่าเป็น “การลงทุนที่คุ้มค่า“ ผ่านแคมเปญ Free Refill และการอัดโปรโมชั่นครั้งใหญ่เพื่อคืนกำไรให้ลูกค้า ซึ่งใช้งบไปราว 240 ล้านบาท การจัดโปรโมชันฟรีเป็ดย่าง–หมูกรอบ–กุ้งแก้ว ผ่านงบ 100 ล้านบาท และช่วยเหลือน้ำท่วมหาดใหญ่ราว 20 ล้านบาท เท่ากับว่าในไตรมาสสุดท้ายบริษัทใช้งบ 388 ล้านบาท จึงเป็นที่มาของกำไรที่ลดลง
“หลายคนมองว่าไตรมาส 4 ปีที่ผ่านมาเรากำไรน้อย แต่นั่นเป็นผลมาจากการที่เราจะจัดโปรโมชั่นอย่างหนัก บวกกับการใช้งบประมาณในการช่วยเหลือน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำให้กำไรลดลงบ้าง แต่สิ่งที่เราได้กลับมาคือเรื่องของ Branding และสมาชิก Teenoi Family ที่มียอดเพิ่มสูงขึ้น แน่นอนว่าจากนี้ไปเราจะมีกำไรมากขึ้นอย่างแน่นอน”
อย่างไรก็ดีการโหมจัดโปรโมชั่นและกระตุ้นยอดทั้งหมดผลลัพธ์ที่ได้คือฐานสมาชิก Teenoi Family ที่พุ่งทะลุ 3.37 ล้านคนภายในเวลาเพียง 6 เดือน กลายเป็นฐานข้อมูล (Big Data) มหาศาลที่ช่วยให้ตี๋น้อยสร้างความได้เปรียบในการวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคและวางแผนการตลาดในอนาคต
“ตลาดสุกี้โตเฉลี่ยสูงถึง 11% ตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากมูลค่า 23,000 ล้านบาท เพิ่มเป็น 27,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา จนปัจจุบันมีมูลค่า 3.1 หมื่นล้านบาท การเติบโตนี้ทำให้เราเห็นว่า สุกี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งอาหารในชีวิตประจำวันเรียบร้อยแล้ว หรือจะเรียกว่าตอนนี้สุกี้ได้กลายเป็นผัดกะเพราไปแล้ว ”
ตรึงราคา–คุมเข้มต้นทุน ยันไม่ปรับขึ้นราคายาว 3-5 ปี
คุณเฟิร์น ยังบอกอีกว่า นอกจากเรื่องการแข่งขันแล้ว ปีที่ที่ผ่านมายังเป็นปีที่หนักเรื่องต้นทุน ขึ้นมา 50% โดยเฉพาะราคาหมูที่เพิ่มสูงขึ้นมาก ทำให้เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้กำไรลดลง จึงมีการวางแผนบริหารจัดการใหม่ ในการล็อคราคาระยะยาวตั้งแต่ 6 เดือน 9 เดือน และ 12 เดือน ในแต่ละพาร์ทเนอร์ ทำให้สามารถล็อคต้นทุนได้ มองว่าครึ่งปีแรกของปีนี้ผลประกอบการน่าจะออกมาสวยกว่าปีที่แล้วอย่างแน่นอน
“ยกตัวอย่างปีนี้เนื้ออสเตรเลียนำเข้า เราสามารถล็อคราคาได้ ทำให้ต้นทุนได้ดี ขณะที่หมู แม้จะเเป็นอีกหนึ่งรายการที่ใช้จำนวนมาก แต่ไม่สามารถล็อคราคาได้ระยะยาว ทำให้ได้เพียงระยะ 1 เดือน แต่มองว่ายังสามารถบริการจัดการได้ ส่วนในแง่ของโลจิตติกส์เราก็มีครัวกลางใหม่ที่ ธัญญบุรี ซึ่งใช้งบลงทุนไปกว่า 1,000 ล้านบาท ตลอดจนคลังสินค้าแห่งใหม่ที่กำลังก่อสร้างที่ภาคอีสาน และการมีซัพพลายเออร์ท้องถิ่นมากขึ้น ก็จะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายโลจิสติกได้ดี”
ส่วนการปรับขึ้นราคาในอนาคต “คุณเฟิร์น” บอกว่า “เราไม่มีในหัวเลยในการขึ้นราคา ไม่ได้วางแผนเรื่องนี้ด้วย ในอีก 3-5 ปี ไม่ขึ้นราคาแน่นอน เพราะเรากับเจ–มาร์ท แฮปปี้ตรงนี้ ซึ่ง Options การขึ้นราคาจะเป็นสิ่งสุดท้ายที่เราจะทำ และจะไม่ขึ้นราคาจนกว่าเราจะไม่ไหวกับอะไรสิ่งหนึ่งจริงๆ” คุณเฟิร์นกล่าว
ทุ่ม 1,200-1,500 ล้านบาท เร่งสปีดขยาย 60 สาขา – รุกหนักภาคอีสาน
ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้เติบโตจากงวดเดียวกันปีก่อน 34% และมีการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) อยู่ที่ 3.5% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพการเติบโตทั้งจากสาขาใหม่และสาขาเดิมไปพร้อมกัน อีกทั้ง ความสำเร็จของ “ระบบสมาชิก” ผ่านการพัฒนาระบบ “TN FAMILY” ของสุกี้ตี๋น้อยที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด มีสมาชิกในปัจจุบันประมาณ 3,100,000 ราย และมียอดที่เข้าใช้บริการเฉลี่ยสูงถึงประมาณ 40,000 รายต่อวัน
โดยในปี 2569 สุกี้ตี๋น้อยเตรียมงบลงทุนไว้ 1,200 – 1,500 ล้านบาท เพื่อขยายสาขาเพิ่มอีก 60 แห่งทั่วประเทศ แบ่งออกเป็น
–สุกี้ตี๋น้อย และสุกี้ตี๋น้อยพลัส+ เปิดรวมกัน 40 สาขา
–ตี๋น้อยบาร์บีคิว เปิดเพิ่ม 2 สาขา
– Teenoi Gold เปิดเพิ่ม 9 สาขา
–แบรนด์ใหม่ อีก 9 สาขา (คาดว่าจะเปิดตัวช่วง)
“ปี 2569 ถือเป็นปีที่ชาเลนท์มากที่สุด เพราะที่ผ่านมาเรามีการเปิดสาขาใหม่เฉลี่ยปีละราว 20 สาขา แต่ว่าปีนี้จะเป็นปีที่เปิดมากถึง 60 สาขาหรือเฉลี่ยไตรมาสละ 15 สาขา อีกทั้งยังมีแบรนด์ใหม่ที่จะเปิด ซึ่งทั้งหมดเรามีทำเลและจ่ายเงินค่าเช่าบางส่วนไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว” คุณเฟิร์นกล่าว
ปั้นโมเดล “Teenoi Plus” ฉีกกฎพรีเมียมแมส เพิ่มยอดขายต่อหัว
ไฮไลต์สำคัญในปีนี้คือการเปิดตัวโมเดลใหม่ “Teenoi Plus” (ตี๋น้อย พลัส) บนพื้นที่ขนาดใหญ่ ที่มีโซน “Tn Lounge” เพื่อให้ลูกค้าได้นั่งรอเข้ามาเพิ่มความสะดวกสบาย บาร์ตักวัตถุดิบ “สุกี้ตี๋น้อย Plus+” ซึ่งโมเดลนี้จะมี 2 ระดับราคาให้เลือก ได้แก่
- Standard 219 บาท ( 276 Net ) เลือกได้ 3 น้ำซุปซุปใสซุปต้มยำซุปน้ำดำมาพร้อมนำ้จิ้ม 4 สูตรออริจินัลซีฟู้ดสุกี้โบราณพอนสึ
- Plus+ 299. บาท (362 Net ) เลือกได้ 3 น้ำซุป มาพร้อมหม้อ 3 ช่อง ซุปกระดูกหมูคอลลาเจน , ซุปหม่าล่านม และซุปหม่าล่า (ไม่บวกค่านำ้ซุปเพิ่ม) และน้ำจิ้มงาหม่าล่า
โดย 2 สาขาแรกจะเปิดให้บริการที่ จ.ชัยนาท บนพื้นที่ 1,000 ตร.ม. ในวันที่ 25 มีนาคม 2569 นี้ ก่อนจะขยายสาขาที่ 2 ที่ จ.นครปฐม ก่อนจะเดินหน้าขยายให้ครบ 13 สาขา ซึ่งแต่ละสาขามีพื้นที่ใหญ่กว่า 1,500 ตารางเมตร (จากสาขาปกติที่มีพื้นที่ราว 600 ตร.ม.) ซึ่งจะช่วยให้ร้านมีพื้นที่รับรองลูกค้าและที่จอดรถสะดวกสบายยิ่งขึ้น
“นอกจากสาขาใหม่แล้วเรายังมีแผนขยายปรับเปลี่ยนสาขาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น สาขา เดอะไนน์ ติวานนท์ หรือ สาขารัตนาธิเบศร์ ฯลฯ ให้เป็นโมเดล ตี๋น้อย พลัส การบุกหนักสาขาดังกล่าวเพราะทางแบรนด์เชื่อว่าลูกค้าต้องการ Options ที่มากขึ้น เราต้องเป็นตัวเลือกให้ลูกค้าได้ ซึ่งลูกค้าที่ต้องการราคา 219++ บาท เหมือนเดิมเราก็มี หรือจะเป็น ตี๋น้อย พลัส 299++ บาท ก็มีให้เลือกเช่นกัน”
การเปิดตัวโมเดล ตี๋น้อย พลัส จึงนับเป็นการขยับตัวเข้าสู่ตลาด “Premium Mass” อย่างเต็มตัว เพื่อดึงดูดกลุ่มลูกค้าที่ต้องการความหลากหลายและความพรีเมียมมากขึ้น เช่น ซูชิวากิวภูเขาไฟ ซุปเห็ดทรัฟเฟิล และบาร์ซูชิที่รังสรรค์โดยเชฟโอมากาเสะ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรองรับความต้องการที่หลากหลายแล้ว ยังเป็นการเพิ่มยอดจับจ่ายต่อหัว Average Check (ยอดใช้จ่ายต่อหัว) แต่ยังเป็นการสร้างความแตกต่างและป้องกันการรุกคืบจากคู่แข่งรายใหม่ๆ ในตลาดสุกี้บุฟเฟต์ที่เริ่มหนาตาขึ้น
ทั้งนี้ปัจจุบัน สุกี้ตี๋น้อย เปิดแล้ว 35 จังหวัด รวม 133 สาขา และเตรียมเปิดอีก 22 จังหวัด รวมถึงกำลังพิจารณาขยายเข้าไปอีก 20 จังหวัด หากแบ่งตามภาค
– ภาคกลาง 82 สาขา
– ภาคตะวันออก 13 สาขา
– ภาคเหนือ 8 สาขา
– ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 24 สาขา
– ภาคใต้ 6 สาขา
นอกจากนี้ ยังมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญอย่าง ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution Center) ในภาคอีสาน เพื่อบริหารจัดการต้นทุนโลจิสติกส์ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด รองรับจำนวนสาขาที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 133 แห่งภายในสิ้นปีนี้
ท้ายที่สุดเมื่อถูกถามถึง เส้นทาง IPO ในตลาดหลักทรัพย์ฯ “คุณเฟิร์น” บอกว่า ปัจจุบันในด้านการเงิน สุกี้ตี๋น้อยยังคงชูจุดแข็งเรื่อง “Internal Cash Flow” ซึ่งการขยายธุรกิจทั้งหมดใช้เงินหมุนเวียนจากการดำเนินงาน ไม่มีการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน (Debt-free) ส่วนการเปิด IPO นั้น เธอบอกว่าไม่ใช่เป้าหมายหลักอีกต่อไป หากแต่จะยังมีการพิจารณา ซึ่งอาจเป็นไปได้ทั้งในและต่างประเทศ
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การขยายสาขา แต่คือการเป็นแบรนด์สุกี้ในใจคนไทยที่เข้าถึงได้ทุกกลุ่ม ด้วยกลยุทธ์การบริหารต้นทุน ผ่านการทำ Forward Contract วัตถุดิบ และการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งร่วมกับพันธมิตรอย่าง Jaymart เรามั่นใจว่ารายได้ 13,000 ล้านบาทในปี 2569 คือเป้าหมายที่เป็นไปได้จริง”









