HomeBrand Move !!ปีนี้ตลาดเครื่องจักรกลเกษตรยัง “ท้าทาย” แต่ทำไม Kubota กล้าตั้งเป้าโต 12%

ปีนี้ตลาดเครื่องจักรกลเกษตรยัง “ท้าทาย” แต่ทำไม Kubota กล้าตั้งเป้าโต 12%

แชร์ :

ถึงแม้ปี 2568 ผลประกอบการของ “บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด” หรือ “Kubota” จะไม่เป็นไปตามเป้า มียอดขายรวม 55,000 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 10% เมื่อเทียบกับปี 2567 สาเหตุหลักมาจากราคาพืชผลเกษตรตกต่ำ รวมถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ปีนี้บริษัทยังมั่นใจ และขอตั้งเป้าเติบโต 12% หรือมีรายได้รวม 62,000 ล้านบาท ทำไม Kobuta ถึงมั่นใจเช่นนั้น ตามมาฟังวิธีคิดและยุทธศาสตร์การปั๊มยอดขายให้เติบโตจาก 3 ผู้บริหารของคูโบต้ากันเลยยย

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

อาชีพเกษตร ไม่ sexy – แข่งขันสูง – โตยาก 

ถ้าพูดถึงตลาดเครื่องจักรกลเกษตรในประเทศไทยปีที่ผ่านมามีมูลค่า 30,000 ล้านบาท (แทรกเตอร์-รถเกี่ยว-รถขุด) เป็นตลาดที่ประสบภาวะไม่เติบโต คุณคาชิโนริ ทานิ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกว่า ตลาดรวมในประเทศ “ติดลบ” ประมาณ 14% เฉพาะรถแทรกเตอร์ลดลงเกือบ 20% จากสถานการณ์ราคาพืชผลเกษตรชะลอตัวลอมาก โดยเฉพาะราคาข้าวเนื่องจากผลผลิตในตลาดมีจำนวนมาก

ส่วนปีนี้ตลาดอาจเติบโตไม่มาก เพราะเผชิญแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งความเสี่ยงด้านภัยธรรมชาติ บวกกับคนรุ่นใหม่เข้าสู่ภาคการเกษตรน้อยลง ส่วนนักศึกษาก็เข้ามาเรียนด้านการเกษตรลดลงทุกปีๆ ละ 10% เพราะมองว่าไม่ใช่อาชีพ Sexy เนื่องจากทำยาก และเติบโตได้ยาก รวมถึงมีผู้เล่นจากจีนเข้ามาเจาะตลาดและใช้กลยุทธ์ราคาในการเข้าถึงผู้บริโภค จึงยิ่งทำให้ตลาดแข่งขันรุนแรงมากขึ้น และทำให้ คุณวราภรณ์ โอสถาพันธุ์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด คาดว่า GDP การเกษตรของไทยปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 2-3%

 

 

 

ในวิกฤติ มีโอกาส

ทว่าคุณคาชิโนริ ก็มั่นใจว่า Kubota จะทำยอดขายเติบโตได้ 12% แบ่งเป็นยอดขายในประเทศ 60% ต่างประเทศ 40% เหตุผลของ Kubota คือ

1.แม้เศรษฐกิจในประเทศอาจจะชะลอตัว แต่ภาครัฐมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจการเกษตร ผ่านการส่งเสริมการปลูกพืชต่างๆ ให้กับเกษตรกร เช่น การปลูกพืชหลังนา และข้าวคาร์บอนต่ำ ซึ่งการปลูกพืชเหล่านี้จำเป็นต้องนำเครื่องจักรไปใช้ จึงมองว่าจะสร้างโอกาสในการขายได้เพิ่มขึ้น และปีมีมีแผนเปิดตัวนวัตกรรมที่ตอบความต้องการของเกษตรกรต่อเนื่อง เช่น รถตัดอ้อย SH-K1 ขนาด 173 แรงม้า ซึ่งช่วยลดปัญหาหมอกควันจากการเผาอ้อย และแทรกเตอร์พร้อมตู้แอร์ สำหรับการใช้งานในสภาพอากาศร้อนจัดและลดการเผชิญฝุ่นควัน รวมถึงโดรนการเกษตร

2.ถึงแม้ปีนี้ปริมาณน้ำฝนสะสมอาจลดลงจากปี 2568 ทำให้เกษตรกรอาจเจอกับภัยแล้ง ซึ่่งส่งผลให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง แต่สถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง ทำให้ความต้องการบริโภคปรับตัวเพิ่มขึ้น และราคาพืชผลเกษตรก็อาจปรับตัวสูงขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็นข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปาล์มน้ำมัน อ้อยโรงงาน และยางพารา

3.ปีที่ผ่านมา ปัญหาชายแดนระหว่างไทยกัมพูชา ส่งผลกระทบต่อยอดขายของบริษัท โดยในช่วง 2 เดือนแรกลดลงไป 20% เพราะไม่สามารถส่งสินค้าได้ แต่หลังจากนั้นมีการปรับวิธีการส่งสินค้าทางเรือแทน และตอนนี้กำลังพิจารณาเส้นทางอื่นเพิ่มเติม เช่น ส่งผ่านลาว หรือเวียดนาม ดังนั้น ปีนี้ตลาดกัมพูชาจึงน่าจะกลับมา และถึงแม้ยอดขายช่วงแรกจะลดลง แต่ คุณปุณนะ วงศ์ธนาศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้ช่วยทั่วไปสายงานขาย ตลาด และบริการ บริษัท สยามคูโบต้า คอร์ปอเรชั่น จำกัด บอกว่า ตลาดกัมพูชายังสร้างยอดขายเป็นอันดับ 1 ในกลุ่ม CLMV ขณะที่ตลาดอื่นๆ ในอาเซียนและอินเดียก็เติบโตต่อเนื่ององว่ายอดขายในต่างประเทศที่ตั้งไว้ 40% ของยอดขายรวมน่าจะเติบโตได้

“เกษตรกรไทยมองเรื่องคุณภาพเครื่องจักร เพราะมองเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เราจึงไม่คิดแข่งราคากับแรนด์อื่น ถ้าเราจะส่งเสริมจะส่งเสริมเรื่องบริการ และถ้าเขาประสบปัญหาเรื่องการจ่าย ก็จะเข้าไปให้บริการโปรแกรมสินเชื่อ” คุณคาชิโนริ ทาริ ย้ำถึงพฤติกรรมเกาตรกรไทย

ติดตามพวกเราได้ที่ LINE


แชร์ :

You may also like