ในสมรภูมิร้านอาหารญี่ปุ่นในประเทศไทยที่ทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดไม่ได้วัดกันที่ “ความคุ้มค่า” ในแง่ของปริมาณเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่คือการปรับกลยุทธ์เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภค ที่ต้องฉียบและเร็วกว่าก้าวของคู่แข่ง โดยเฉพาะเมื่อตลาดร้านอาหารญี่ปุ่นมาถึงจุดที่ผู้คนมองหาอะไรใหม่ๆมากขึ้น การ มีเพียง “บุฟเฟ่ต์” อิ่มไม่อั้น จึงไม่เพียงพอต่อการแข่งขันอีกต่อไป
ล่าสุด “โออิชิ อีทเทอเรียม” (OISHI EATERIUM) แบรนด์ในเครือโออิชิโฮลดิ้ง ที่อยู่คู่คนไทยมาสู่ปีที่ 10 ได้ประกาศปรับภาพลักษณ์ครั้งใหญ่ของ “โออิชิ อีทเทอเรียม” ภายใต้คอนเซ็ปต์ใหม่ “EATZAKAYA” โมเดลร้านอาหารแบบ Hybrid ที่ฉีกกฎเดิมๆ ด้วยการรวม “บุฟเฟต์-อะลาคาร์ท-เครื่องดื่มแอลกอฮอล์” ไว้ในที่เดียว เพื่อสร้างนิยามใหม่ของร้านอาหารญี่ปุ่นที่เป็นมากกว่าการมาทานให้อิ่ม แต่คือพื้นที่แห่งประสบการณ์และการสังสรรค์อย่างแท้จริง
ถอดรหัสกลยุทธ์ “EATZAKAYA” เมื่อบุฟเฟต์อย่างเดียวไม่เพียงพอ
คุณศสัย ตังเดชะหิรัญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ โฮลดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า ตลาดอาหารญี่ปุ่นในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีผู้เล่นรายใหม่เข้าสู่ตลาดตลอดเวลา ทั้งในกลุ่มบุฟเฟต์พรีเมียมและร้านอาหารเฉพาะทาง ขณะเดียวกันพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และวัยทำงาน ไม่ได้ยึดติดกับการรับประทานบุฟเฟต์ในทุกโอกาส บางวันพวกเขาอาจต้องการเพียงซูชิไม่กี่คำ หรือบางมื้อต้องการพื้นที่สังสรรค์พร้อมเครื่องดื่มที่ผ่อนคลาย
“เราเปรียบโออิชิ อีทเทอเรียม กำลังเติบโตจากหนุ่มน้อยเป็นหนุ่มที่มีความทันสมัยและเข้าใจโลกมากขึ้น เราเห็นเทรนด์ของร้านสไตล์ ‘อิซากายะ’ (Izakaya) ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในไทย แต่เรานำมาตีความใหม่ในแบบฉบับของเราจนกลายเป็น EATZAKAYA ซึ่งมาจากคำว่า Izakaya สาย Eat ที่เน้นอาหารคุณภาพควบคู่ไปกับความสนุกสนาน ไม่ใช่แค่ความคุ้มค่าแต่ต้องครบรสและตอบโจทย์ทุกความต้องการ”
ชูไฮบริดโมเดล (Hybrid Model)ผสมผสานทุกความต้องการ เพื่อครองใจลูกค้าทุกกลุ่ม
หัวใจสำคัญของการปรับโฉมครั้งนี้คือการเปิดตัวแนวคิด Hybrid Restaurant Format ครั้งแรกที่โออิชิอนุญาตให้ลูกค้า “เลือก” ได้ตามความต้องการที่แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา (Occasions) โดยแบ่งสัดส่วนการให้บริการที่น่าสนใจ ดังนี้
1. สั่งแบบอะลาคาร์ท (A La Carte): ตอบโจทย์ลูกค้าที่ไม่ได้อยากทานเยอะ หรือมีเวลาจำกัด เช่น นักศึกษาที่ต้องการทานซูชิเพียงไม่กี่ชิ้น หรือพนักงานออฟฟิศที่อยากทานอาหารจานเดียวคุณภาพดี โดยราคาเริ่มต้นอยู่ที่จานละ 29 บาท++ (สำหรับเมนูซูชิเอบิซอสสซี่ 2 คำ) ซึ่งถือเป็นการลดเพดานการเข้าถึงแบรนด์ (Barrier to Entry) ให้กว้างขึ้น
2. สั่งแบบบุฟเฟต์ (Buffet Selection): สำหรับกลุ่มที่ต้องการความคุ้มค่าแบบจัดเต็ม โออิชิแบ่งระดับราคาออกเป็น 3 เทียร์ เพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน:
- Sushi Delight (359++ บาท): เจาะกลุ่มนักศึกษาและคนทำงานที่เน้นความเร็วและคุ้มค่าด้วยซูชิและของทานเล่นกว่า 50 รายการ
- Full Selection (699++ บาท): สำหรับกลุ่มครอบครัวและแก๊งเพื่อนที่ต้องการความหลากหลายของอาหารญี่ปุ่นและนานาชาติกว่า 100 รายการ
- Seafood Paradise (849++ บาท): สำหรับสายพรีเมียมที่ต้องการวัตถุดิบชั้นเลิศ เช่น กุ้งแม่น้ำ โฮตาเตะ และหอยนางรม
การขยับตัวครั้งนี้ทำให้โออิชิกลายเป็นร้านอาหารที่ “ยืดหยุ่น” ที่สุด สามารถรับรองลูกค้าที่เดินมาคนเดียวเพื่อทานมื้อด่วน ไปจนถึงกลุ่มเพื่อนที่นัดดื่มสังสรรค์หลังเลิกงาน
นำร่อง “สาขาสามย่านมิตรทาวน์” ก่อนสยายปีกในอนาคต
โดย “โออิชิ” ได้เลือกสาขาสามย่านมิตรทาวน์เป็น “แฟลกชิปสโตร์” ในการทดลองโมเดลนี้ เนื่องจากเป็นทำเลที่มีฐานลูกค้าหลากหลาย ตั้งแต่นักศึกษา คนทำงาน ไปจนถึงนักท่องเที่ยว ซึ่งหลังจากเปิดตัวโมเดลใหม่เพียง 1 เดือน ผลปรากฏว่าสามารถสร้างอัตราการเติบโต (Growth) ได้ถึง 20% โดยสิ่งที่น่าสนใจคือ แบรนด์สามารถดึงดูด “ลูกค้าใหม่” ที่ไม่เคยเข้าทานบุฟเฟต์มาก่อนให้เข้ามาลองทานแบบอะลาคาร์ท และยังรักษาฐานลูกค้าเก่าที่ชื่นชอบบุฟเฟต์ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
“เราเน้นนำร่องศึกษาตลาดที่นี่ให้ดีก่อน เพราะเราไม่อยากเอาสิ่งที่ไม่ใช่ไปให้ลูกค้า ทิศทางต่อจากนี้การจะปรับเปลี่ยนสาขาอื่นอีก 6 สาขาในตระกูลอีทเทอเรียม จะต้องขึ้นอยู่กับพฤติกรรมผู้บริโภคในทำเลนั้นๆ เป็นหลัก”
นอกจากนี้เพื่อให้สอดรับกับคอนเซ็ปต์ EATZAKAYA โออิชิได้ทำการรื้อระบบเมนูและปรับใหม่หมดกว่า 160 รายการ โดยนำเสนอในรูปแบบจานเล็กจานน้อยเพื่อให้ลูกค้าสามารถชิมได้หลากหลาย (Variety) ภายใต้แนวคิด Japanese with a Twist ที่ผสมผสานความดั้งเดิมเข้ากับรสชาติสากล เช่น เทปปันยากิ, ตอร์ติญ่า, หรือปีกไก่ทอดสไตล์นาโกย่า
ไฮไลต์ที่ขาดไม่ได้คือการเสริมทัพด้วย “บาร์เครื่องดื่ม” ที่มีทั้งแบบ Non-Alcoholic และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พร้อมบาร์เทนเดอร์ที่สร้างสรรค์เครื่องดื่มแก้วต่อแก้ว เปลี่ยนบรรยากาศร้านอาหารญี่ปุ่นแบบเดิมให้กลายเป็น Lifestyle Destination ที่ผู้คนสามารถ “กิน-ดื่ม-แชร์” ได้อย่างไร้ขีดจำกัด
โดย “โออิชิ อีทเทอเรียม” ยังมีแผนในการขยายการปรับปรุงร้านแนวคิดใหม่นี้อย่างต่อเนื่อง โดยจะให้ความสำคัญกับการเลือกทำเลที่สามารถเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคมากกว่าขนาดพื้นที่ เพื่อยกระดับแบรนด์สู่ “พื้นที่แห่งประสบการณ์ร่วม” ที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในมิติใหม่ พร้อมตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ในฐานะร้านอาหารญี่ปุ่นมีการขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์ เข้าใจเทรนด์ และพร้อมเปลี่ยนแปลงไปกับลูกค้าอย่างแท้จริง
“เรามองว่า พฤติกรรมการกิน – ดื่ม – แชร์ ของผู้บริโภคในวันนี้ ไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยรสชาติหรือราคาเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความรู้สึก ความสนุก และการมีส่วนร่วมในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย ดังนั้น โออิชิ อีทเทอเรียม จึงไม่ได้มุ่งแค่การเสิร์ฟอาหารญี่ปุ่นที่ดีเท่านั้น แต่เรายังตั้งใจออกแบบ ‘พื้นที่แห่งประสบการณ์’ ที่ผู้คนอยากมา อยากแชร์ และอยากกลับมาอีกครั้ง ซึ่งนั่นคือหัวใจแนวคิด OISHI EATERIUM: ALL YOU CAN EATZAKAYA อย่างแท้จริง” คุณศสัย กล่าว
กางยุทธศาสตร์ 4 เสาหลัก มุ่งสู่ความเป็น Japanese Everyday Happiness
การปรับเปลี่ยนของโออิชิ อีทเทอเรียม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ใหญ่ที่โออิชิวางไว้ในปีนี้ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ “ความสุขในทุกวันที่กินอาหารญี่ปุ่น” โดยมี 4 หัวใจสำคัญ
- Renovation: การปรับโฉมร้านในเครือทั้งหมดให้ดูทันสมัย เข้าถึงง่าย และสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมประสบการณ์ร่วม
- Menu Offering: การสร้างสรรค์เมนูใหม่ๆ ที่ลูกค้ามองหา (Customer-Centric) ไม่ใช่แค่การนำเสนอสิ่งที่แบรนด์มี แต่คือสิ่งที่ลูกค้าอยากทาน
- Quality of Service: ยกระดับจากการบริการที่สร้างความพึงพอใจ สู่การสร้าง “Customer Delight” หรือความประทับใจที่เหนือความคาดหมาย
- Food Quality & Hygiene: มาตรฐานความสะอาดและความปลอดภัยที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโออิชิมาตลอด 26 ปี









