ในวันที่ธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ส่งผลให้องค์กรต้องปรับตัวรับมือกับความท้าทายต่างๆ เพื่อให้ธุรกิจสามารถไปต่อได้อย่างแข็งแกร่ง เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมประกันชีวิต ในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่ “ท้าทาย” สุดๆ แต่ “คุณสาระ ล่ำซำ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL เชื่อว่า ตลาดยังมี “โอกาส” ทำให้ปีนี้ตั้งเป้าเติบโตให้ได้อย่างน้อย 2-3% โอกาสที่เขาเห็นคืออะไร ตามมาฟังมุมมอง พร้อมกลยุทธ์รับมือเพื่อสร้างการเติบโตให้ได้ตามเป้าหมาย
ตลาดประกันชีวิตปี 69 ยังท้าทาย แต่มีโอกาส
ถ้าพูดถึงตลาดประกันชีวิตรอบ 5 ปีที่ผ่านมา เป็นตลาดที่อยู่ในสภาวะไม่ค่อยเติบโต จากความท้าทายในเรื่องเศรษฐกิจของประเทศที่ชะลอตัว และความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และมาตรฐานบัญชีใหม่ IFRS 17 เช่นเดียวกับปี 2569 คุณสาระ มองว่า เป็นปีที่ยัง “ท้าทาย” มาก เพราะมีความผันผวนตั้งแต่ต้นปี ทั้งสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังยืดเยื้อ แรงกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจไทยและอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ (Medical Inflation) ที่มีความไม่แน่นอน โดยในปี 2567 สูงถึง 15% และปี 2568 ปรับลดลงมาอยู่ที่ 10.8% ทำให้ความสนใจซื้อประกันชีวิตอาจไม่ใช่ปัจจัยหลัก การสร้างการเติบโตให้กับธุรกิจจึงไม่ใช่เรื่องง่าย
แต่ถึงกระนั้น คุณสาระก็ยังเห็น “โอกาส” การเติบโตของตลาดประกันชีวิตอีกมาก เหตุผลสำคัญคือ
1.คนไทยเปิดรับประกันชีวิตมากขึ้น โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่จากการเข้าถึงข้อมูลมากขึ้นและเห็นคนใกล้ตัวเจ็บป่วย ทำให้หันมาใส่ใจสุขภาพและมีความต้องการทำประกันชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยมากขึ้น
2.การที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ ส่งผลให้เกิดโรคสำหรับผู้สูงวัยมากขึ้น เช่น อัลไซเมอร์
3.คนไทยยังเข้าถึงประกันชีวิตในสัดส่วนที่ต่ำ หากสามารถ Tailor Made แบบประกันให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มใหม่ได้ เช่น เจนเนอเรชั่นที่เป็น First Jobber จะทำให้คนกลุ่มนี้เปิดใจและทำประกันมากขึ้น
“ธุรกิจเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงขึ้นเรื่อยๆ และมีปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้ หนึ่งในนั้นคือ Medical Inflation แต่เราต้องอยู่กับมันให้ได้ เราจึงต้องปรับตัวหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนกลยุทธ์ต้องมองให้สั้นลง วางยาวเหมือนเดิมไม่ได้ การออกแบบความคุ้มครองก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เร็ว และไม่สามารถเน้นแค่ยอดขายได้อีกต่อไป”
คุณสาระ ย้ำถึงการปรับตัว ส่งผลให้ปีนี้ตั้งเป้าการเติบโตแบบ Conservative โดยพยายามจะรักษาเบี้ยประกันรวมให้เติบโตไม่ต่ำกว่า 2-3% จากปี 2568 ที่มีเบื้ยรับรวมเติบโต 5% ขณะที่เบี้ยใหม่เติบโต 10%
เน้น “คุณภาพ” มากกว่าปั๊ม “ยอดขาย”
คุณสาระ ยอมรับว่า การเติบโตและมาร์เก็ตแชร์ยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่ต้องเติบโตภายใต้แบบประกันที่มีคุณภาพ ไม่เช่นนั้นแล้วอาจส่งผลกระทบกับกำไรขาดทุนในระยะยาวได้ เพราะธุรกิจประกันไม่ใช่แค่ขายมาจำนวนมาก แล้วนำมาหักลบต้นทุนแล้วจบเลย แต่มีหลายปัจจัยที่ต้องนำมาคำนวณ ทั้งมูลค่ากรมธรรม์ตลอดอายุสัญญา พอเป็นมาตรฐานบัญชีใหม่ ถ้าแบบประกันไหนติดลบ ต้องนำไปลบกับกำไรทั้งก่อนเลย รวมถึงค่าบริหารความเสี่ยง และตัวเลขการเคลม
ดังนั้น กลยุทธ์สำคัญของ MTL ในปีนี้จะให้ความสำคัญกับการสร้างความ “ยั่งยืน” ในแบบประกันสุขภาพ มากกว่าการปั๊ม “ยอดขาย” รวมทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้เหมาะกับความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม และครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายกว่าเดิม แม้กระทั่งคนที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว โดยใช้ดาต้า และ AI มาวิเคราะห์และออกแบบประกันให้สอดรับกับความต้องการแบบ Personalized ตัวอย่างเช่นผลิตภัณฑ์ “เมืองไทย เฟล็กซี่ โพรเทคชั่น 99/5” แบบประกันที่คนซื้อได้ใช้จริง ซึ่งพัฒนาจากอินไซต์ผู้บริโภคที่มองการซื้อประกันว่าคนซื้อมักไม่ได้ใช้ โดยจะคุ้มครองทั้งชีวิตและสุขภาพในกรมธรรม์เดียว ทั้งยังสามารถเปลี่ยนทุนประกันเป็นค่ารักษาพยายาลได้เมื่อครบอายุ 65 ปี และจ่ายตามจริงทั้งผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอก พร้อมทั้งขยายอายุรับประกันจากเดิมรับได้ถึงอายุ 45 ปี เป็นอายุ 55 ปี คุ้มครองถึงอายุ 99 ปี
ขณะเดียวกัน MTL ยังส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Prevention) เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพและสร้างความยั่งยืนให้กับระบบประกันสุขภาพทั้ง Ecosystem โดยการให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ พร้อมสิทธิพิเศษที่ตอบสนองกับทุกไลฟ์สไตล์ และสามารถนำมาเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกัน ผ่านทั้งเมืองไทยสไมล์คลับ และ Fit Reward ซึ่งล่าสุดกำลังจะปรับโฉมใหม่ และเปิดตัว เมืองไทยสไมล์ พอยท์ ทั้งยังร่วมกับพาร์ทเนอร์ด้านสุขภาพ และสถานพยาบาลต่างๆ เพื่อดูแลผู้เอาประกันหลังการรักษาอย่างต่อเนื่อง
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE







