HomeBrand Move !!ศึกหม้อต้มระอุ ซีอาร์จีฯ ปั้น Lucky Suki โมเดลใหม่ “Lucky Marche” ให้เลือกได้หยิบได้ตามต้องการ ปั้นยอดขาย 3.5 พันล้าน

ศึกหม้อต้มระอุ ซีอาร์จีฯ ปั้น Lucky Suki โมเดลใหม่ “Lucky Marche” ให้เลือกได้หยิบได้ตามต้องการ ปั้นยอดขาย 3.5 พันล้าน

แชร์ :

ในรอบปีที่ผ่านมาธุรกิจร้านอาหารมูลค่า 660,000 ล้านบาทเมืองไทย คงไม่มีเซกเมนต์ไหนจะร้อนแรงและขับเคี่ยวกันดุเดือดไปกว่า “ตลาดสุกี้” อีกแล้ว ด้วยมูลค่าตลาดที่สูงถึง 35,000 – 40,000 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องเฉลี่ย 5-8% ทำให้มีผู้เล่นหลายรายต่างเข้ามาร่วมชิงแชร์

ADFEST 2024

Santos Or Jaune

โดยเฉพาะการห้ำหั่นของเชนยักษ์ใหญ่ ทั้ง MK , สุกี้ตี๋น้อย ฯลฯ และการเข้ามาของผู้เล่นรายใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) หลังเข้ามาร่วมทุนกับ “ลัคกี้ สุกี้” (Lucky Suki)  ที่กลายเป็นแรงกระเพื่อระลอกใหญ่ให้ตลาดสุกี้เมืองไทยดุเดือดขึ้นอีกครั้ง

ย้อนกลับไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัท เซ็นทรัล เรสตอรองส์ กรุ๊ป จำกัด (CRG) ได้ประกาศความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ผ่านการเข้าถือหุ้นใน บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด ผู้บริหารแบรนด์ “ลัคกี้ สุกี้” และ “ลัคกี้ บาร์บีคิว” ซึ่งนับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนว่า CRG ต้องการครองส่วนแบ่งในเค้กก้อนโตของตลาด “Budget Buffet” ที่กำลังได้รับความนิยมและมีการเติบโตสูง

 

 

การเข้ามาของ CRG ไม่ได้มีเพียงแค่การมีเม็ดเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น แต่คือการนำ Know How ที่มีอยู่เข้ามาเสริมแกร่ง เพิ่มขีดความสามารถให้แก่แบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ระบบการบริหารจัดการหลังบ้าน (Operation System), การเข้าถึงฐานข้อมูลลูกค้า (Food Data Analytics), พลังอำนาจในการต่อรองวัตถุดิบ (Economies of Scale) ตลอดจนความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกทำเลศักยภาพผ่านเครือข่ายศูนย์การค้าและคอมมูนิตี้มอลล์ทั่วประเทศ 

 

เปิดโมเดลใหม่ “Lucky Marché” แก้ Pain Point คนชอบกินต่างกัน-ลด Food Waste

ทั้งนี้เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ล่าสุด “ลัคกี้ สุกี้”  ได้ประกาศแผนงานเป็นครั้งแรกหลังเข้ามาอยู่ในร่มของ “CRG” ด้วยการเปิดตัวโมเดลใหม่ Lucky Marché (ลัคกี้ มาร์เช่) ร้านรูปแบบใหม่ที่ต่อยอดแบรนด์ให้ก้าวไกลกว่าร้านสุกี้แบบเดิม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการความหลากหลาย ความสนุก และอิสระในการเลือก เสมือนการเดินตลาดคุณภาพ (Marché) ภายใต้ Food Market Experience 

 

 

สำหรับ Lucky Marché (ลัคกี้ มาร์เช่)  สาขาแรกเปิดให้บริการที่ตลาดอมรพันธุ์ (แยกเกษตร ใกล้กับ BTS เสนานิคม) บนพื้นที่กว่า 700 ตร.ม. นับเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดในปัจจุบัน (จากปกติที่ลัคกี้สุกี้ มีพื้นที่ 300-400 ตร.ม.)  ภายใต้งบลงทุนกว่า 20 ล้านบาท มาพร้อมการบริการที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการให้ลูกค้าเลือกหยิบอาหารจากโซน ‘Lucky Marché’  ได้ด้วยตัวเองแทนการใช้ QR Code (แต่ถ้าใครอยากสั่งจากโต๊ะก็สามารถออเดอร์ผ่านใบสั่งอาหารได้)

คุณรสรินทร์ ติยะวราพรรณ กรรมการบริหาร บริษัท มิราเคิล แพลนเนท จำกัด กล่าวว่า “โมเดลเราไม่ใช่แค่การแก้ Pain Point ให้แก่ลูกค้า แต่คือการเดินหน้าพัฒนารูปแบบร้านเพื่อตอบโจทย์ความต้องการ จากการเห็นอินไซต์ลูกค้าในสาขาของลัคกี้ บาร์บีคิว ที่ชอบเดินดูสินค้า เดินหยิบสินค้าเอง ซึ่งแต่ละคนก็มีของที่ชอบทานไม่เหมือนกัน บางคนก็อยากทานลูกชิ้นแค่ 2-3 ลูก อยากทานกุ้งเยอะหน่อย หรืออยากได้อะไรมากน้อยก็เลือกตักเอง เราจึงนำแนวคิดนี้มาพัฒนาเป็นโซน Lucky Marché ให้ลูกค้าได้เลือกหยิบเมนูที่ชอบตามต้องการ”​

 

 

โดยไฮไลต์สำคัญของโมเดล “Lucky Marché” ภายใต้แนวคิด Lucky Your Way ประกอบไปด้วย

  • Self-Service Experience: เปลี่ยนจากบุฟเฟต์แบบเดิม เป็นรูปแบบที่ลูกค้าสามารถเลือกวัตถุดิบและปริมาณได้ตามความต้องการจริง แต่ยังสามารถเลือกสั่งออร์เดอร์จาก QR Code ได้เช่นกันหากลูกค้าต้องการ
  • เพิ่มเมนูเครื่องดื่มสลัชชี่ จาก 3 เป็น 6 รายการ ของทานเล่นจาก 6 เป็น 9 รายการ เตรียมเปิดตัวเมนูพิเศษเฉพาะสาขาในอนาคต
  • Value for Money: ตอบโจทย์ความคุ้มค่าและลดขยะอาหาร (Food Waste) โดยสาขาต้นแบบที่ตลาดอมรพันธุ์  สามารถลด Food Waste ได้ 20% (แต่ละสาขาจะสามาถลดปริมาณขยะได้แตกต่างกันออกไป)  ซึ่งเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักของธุรกิจร้านอาหาร
  • Flexibility: ออกแบบ Flow ร้านให้กระชับ เข้าถึงง่าย และมีความคล่องตัวสูง เหมาะกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ต้องการความสะดวกและรวดเร็ว

ขณะที่ในอนาคต “Lucky Marché”  จะทำหน้าที่เป็นโมเดลร้านรูปแบบใหม่ในการขยายสาขาเจาะทำเลศักยภาพ โดยการขยายสาขาจะพิจารณาจากความเหมาะสมของพื้นที่และพฤติกรรมผู้บริโภคเป็นหลัก เน้นทำเล Community Mall ที่มีพื้นที่กระชับ เพื่อให้ลูกค้าเดินเลือกอาหารได้อย่างสะดวก โดยได้เตรียมขยายสาขาที่ 2 ที่ วี สแควร์ จ.นครสวรรค์ (เปิดวันที่ 28 ก.พ. นี้) ตามมาด้วยสาขาที่ 3 และ 4 ในช่วงเดือนมี.ค.นี้ โดยปัจจุบันบริษัทมีร้านอาหารในเครือรวม 45 สาขา แบ่งเป็น ลัคกี้ สุกี้ 33 สาขา และ ลัคกี้ บาร์บีคิว 12 สาขา พร้อมแผนขยายสาขาเพิ่มเติมอีกประมาณ 25–30 สาขา ครอบคลุมทั้งกรุงเทพฯ และหัวเมืองหลักในต่างจังหวัด 

 

 “3 ใบแดงอิ่มคุ้ม” กับกลยุทธ์ “Value for Money” รุกตลาด Budget Buffet

คุณรสรินทร์ ยังระบุอีกว่า “แม้ภาพรวมผู้บริโภคจะใช้จ่ายระมัดระวังมากขึ้น แต่แบรนด์ที่มอบความคุ้มค่าควบคู่กับประสบการณ์ที่แตกต่างจะยังได้เปรียบ เราเชื่อว่าตลาดสุกี้ไม่ล้มหายตายจาก แต่การแข่งขันจะทำให้ตลาดใหญ่ขึ้น และโมเดลใหม่อย่าง Lucky Marché จะเป็น Game Changer ที่เข้าถึงลูกค้าได้ชัดเจนกว่าเดิม”

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดสุกี้-ชาบู มูลค่า 35,000 – 40,000 ล้านบาท ที่เติบโตเฉลี่ย 5-8% ต่อปี ลัคกี้ สุกี้ ยังคงยึดมั่นในกลยุทธ์ “Value for Money” โดยชูราคาที่เข้าถึงง่ายในระดับ 276 บาท หรือที่เรียกกันติดปากว่า “3 ใบแดงมีทอน” แต่ยกระดับประสบการณ์ด้วยสินค้าพรีเมียมและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้คอนเซ็ปต์ “ลัคกี้ไม่มีลด มีแต่เพิ่ม”

แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้ “ลัคกี้ สุกี้” สามารถขยายตัวได้อย่างก้าวกระโดด  ปี 2568 บริษัทฯ มีรายได้ประมาณ 2,150 ล้านบาท เติบโตกว่า 110% จากปี 2567 ที่มีรายได้มากกว่า 1,000 ล้านบาท พร้อมวางเป้าหมายทะยานยอดขาย 3,500 ล้านบาทภายในปี 2569  โดยมี  4 กลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อน ได้แก่ 

  • Product Upgrading: เพิ่มเมนูใหม่และเมนูพรีเมียม
  • Accessibility: เข้าถึงง่ายด้วยราคาและโปรโมชั่นหมุนเวียน
  • Omni-channel: เพิ่มประสิทธิภาพทั้งหน้าร้านและเดลิเวอรี่
  • Operational Excellence: รักษามาตรฐานบริการและรสชาติให้เหมือนกันทุกสาขาด้วยระบบของ CRG

แชร์ :

You may also like