เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 อิเกีย ประเทศจีน (IKEA China) ภายใต้กลุ่ม Ingka Group ได้ประกาศแผนการปิดสาขาขนาดใหญ่ (Large-format หรือ “Blue-box”) จำนวน 7 แห่ง อย่างเป็นทางการ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นต้นไป
สำหรับสาขาที่ถูกระบุในแผนการปิดตัวครั้งนี้ครอบคลุมพื้นที่สำคัญในหลายภูมิภาค ได้แก่ เซี่ยงไฮ้ (Shanghai Baoshan), กวางโจว (Guangzhou Panyu), เทียนจิน (Tianjin Zhongbei), หนานทง (Nantong), ซูโจว (Xuzhou), หนิงโป (Ningbo) และ ฮาร์บิน (Harbin)
การตัดสินใจครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากปัญหาความล้มเหลว แต่เป็นการปรับตัวเชิงโครงสร้าง เพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตภาคอสังหาริมทรัพย์ในจีน ที่ยืดเยื้อส่งผลโดยตรงต่อความต้องการเฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งบ้าน เมื่อมีการโอนบ้านใหม่น้อยลง ยอดขายของอิเกียย่อมได้รับผลกระทบตามไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลถึงเศรษฐกิจในภาพรวมของจีน ความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลง ทำให้การใช้จ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยและของตกแต่งบ้านชะลอตัวลง
การแข่งขันที่รุนแรงจากคู่แข่งท้องถิ่น ที่เป็นเฟอร์นิเจอร์ราคาประหยัดของจีนมีการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ ทั้งในแง่ของราคาและความคล่องตัวในการตอบสนองความต้องการเฉพาะของคนท้องถิ่น รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคชาวจีนยุคใหม่เน้นการช้อปปิ้งออนไลน์และการใช้ AI ในการช่วยตัดสินใจซื้อมากขึ้น ทำให้โมเดลร้านขนาดใหญ่ในย่านชานเมือง (Traditional Blue-box) อันเป็นเอกลักษณ์ของ IKEA เริ่มมีประสิทธิภาพต่อพื้นที่ลดลง
สำหรับแนวทางการปรับตัวของ IKEA ในประเทศจีน จะเดินหน้าโมเดลร้านขนาดเล็ก (Small-format Stores) ซึ่งมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ราว 10-12 แห่ง ภายใน 2 ปีข้างหน้า โดยเน้นเจาะพื้นที่ใจกลางเมืองอย่าง ปักกิ่ง และ เซินเจิ้น เพื่อให้เข้าถึงผู้คนได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเร่งขยายช่องทางการขายผ่านดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เช่น การร่วมมือกับ JD.com และ Tmall รวมถึงการใช้แพลตฟอร์มการออกแบบที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อช่วยให้ลูกค้าแต่งบ้านได้ง่ายขึ้นผ่านแอปพลิเคชัน และในปีงบประมาณ 2026 อิเกียมีแผนทุ่มงบประมาณกว่า 160 ล้านหยวน ในการลดราคาสินค้าขายดีกว่า 150 รายการ เพื่อรักษาฐานลูกค้าในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน




