เดนทิสเต้ (DENTISTE) กางแผนทะยานตลาดโลก ดึงปรากฏการณ์ “Lisa Impact” ชู “ลิซ่า-ลลิษา มโนบาล”นั่งแบรนด์แอมบาสเดอร์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ครอบคลุมตลาดไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ พร้อมทุ่มงบการตลาดกว่า 400 ล้านบาทเร่งเครื่องรุกตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากเต็มกำลัง หวังขยายฐานตลาดสู่ 30 ประเทศทั่วโลกรับกระแส Oral Care หรือการดูแลสุขภาพช่องปากมาแรงในกลุ่มคนรุ่นใหม่
กางแผนปี 2569 ทุ่ม 400 ล้านบาท ดึง “ลิซ่า” สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ทะยานตลาดโลก
หลังจากสร้างปรากฏการณ์กระเพื่อมวงการตลาดมาตลอด 3 ปี ในที่สุด “คุณศิวกร พิทยานุกูล” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ได้เปิดเผยถึงการตัดสินใจต่อสัญญากับซูเปอร์สตาร์ระดับโลกอย่าง “ลิซ่า” โดยระบุว่า ลิซ่าไม่ได้เป็นเพียงพรีเซ็นเตอร์ แต่คือผู้ที่สะท้อน DNA ของแบรนด์อย่างแท้จริง ทั้งในแง่ของความมั่นใจ (Confidence) และความเป็นพรีเมียมระดับโลก

POCK
“ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ลิซ่าช่วยสร้างการเติบโตให้แบรนด์ได้อย่างต่อเนื่อง และสร้างภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่งในกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ในปีที่ 4 นี้ ลิซ่าจะรับหน้าที่เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ใน 3 ประเทศยุทธศาสตร์ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ ‘4 Years of Trust, One Confident Smile’ เพื่อสื่อสารว่าลิซ่ามีความเชื่อมั่นและใช้ผลิตภัณฑ์ของเราจริงมาอย่างยาวนาน พร้อมแชร์ประสบการณ์รอยยิ้มที่มั่นใจ (Confident Smile) ไปสู่ผู้บริโภคทั่วโลก” คุณศิวกรกล่าว
นับเป็นปีที่ 4 ของการทำหน้าที่ร่วมกันระหว่าง “ลิซ่า” และ “เดนทิสเต้” ซึ่งช่วยสร้างภาพลักษณ์ Global และขยายฐานลูกค้ากลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้เป็นอย่างดี โดย “ลิซ่า” จะเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ของเดนทิสเต้ใน 3 ประเทศ คือ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนผ่าน “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจแบบลิซ่า สร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภค Gen Y และ Gen Z
ตอกย้ำ “Lisa Impact” ปีที่ 4 กับคอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile”
โดยปีนี้มาพร้อมคอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” 4 ปีแห่งความเชื่อมั่น กับหนึ่งรอยยิ้มมั่นใจ มุ่งถ่ายทอดถึง 4 ปีแห่งความมั่นใจในผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ของลิซ่า ซึ่งยังคงใช้อย่างต่อเนื่อง พร้อมแชร์ประสบการณ์การดูแลสุขภาพช่องปาก และสื่อสาร “Confident Smile” รอยยิ้มอย่างมั่นใจของ “ลิซ่า” ไปยังผู้บริโภครุ่นใหม่ ภายใต้งบประมาณการตลาด 400 ล้านบาท
“ผมเคยถามลิซ่าว่าอะไรคือเคล็ดลับความสำเร็จของเขา ลิซ่าตอบว่า หนึ่งคือความเชื่อมั่นในตัวเอง และสองคือการไม่ยอมแพ้ (Never give up) ซึ่งเป็น DNA เดียวกับเดนทิสเต้ เราเป็นแบรนด์ไทยที่สู้บนเวทีโลกด้วยความมั่นใจในคุณภาพ เราจะซัพพอร์ตน้องลิซ่าต่อไป เพราะแบรนด์และศิลปินเติบโตมาพร้อมกัน เพื่อสร้างโมเมนต์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าทั่วโลก” ดร. แสงสุข พิทยานุกุลกล่าวถึงแบรนด์ DNA ของลิซ่าและเดนทิสเต้ที่สอดคล้องกัน
นอกจากนี้ “ลิซ่า” จะมาแนะนำผลิตภัณฑ์เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ และเดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช ซึ่งจะสื่อสารผ่านสื่อโฆษณาทั่วประเทศ พร้อมจัดแคมเปญย่อย “ยาสีฟันแลกแปรงฟัน” พร้อมเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชันพิเศษที่จับมือร่วมกับ LISA อีก 10 ไอเทมไว้ให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี นอกจากนี้เดนทิสเต้ยังได้เตรียมส่งผลิตภัณฑ์ใหม่ “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” สูตร 10-in-1 และเม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช มาเป็นสินค้าเรือธง พร้อมกับเตรียมเปิดตัวไอเทมและคอลเลกชันพิเศษที่พัฒนาร่วมกับ LISA อีกกว่า 10 รายการตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ ยังมีกลยุทธ์ “Subscription Model” ที่ตั้งเป้าผู้สมัครสมาชิก 1 ล้านคน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า และแคมเปญ “ยาสีฟันแลกแปรงฟัน” รวมถึงการร่วมมือกับกรมอนามัยและคลินิกทั่วประเทศ แจกยาสีฟันเดนทิสเต้ แม็กซ์ กว่า 1 ล้านหลอด เพื่อตอกย้ำความเชื่อมั่นในแง่ของสุขภาพช่องปากเชิงป้องกัน
ขณะที่ภาพรวมตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก (Oral Care) ในปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 18,500 ล้านบาท โดยกลุ่มตลาดพรีเมียมมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงถึง 10% ซึ่งสูงกว่าตลาดรวมที่โตเพียง 6% เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อผลลัพธ์ระยะยาวและหลีกเลี่ยงค่ารักษาทันตกรรมที่สูงขึ้น
สำหรับเดนทิสเต้ ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มพรีเมียมสูงถึง 30% โดยในปี 2568 สยามเฮลท์ กรุ๊ป ฯสามารถปิดรายได้ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งยอดขายหลักยังคงมาจากแบรนด์เดนทิสเต้ราว 2,000-3,000 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้หลักจะมาจากยอดขายในต่างประเทศที่พยายามโฟกัสให้เข้มข้นขึ้น
รุกตลาดอาเซียน “สิงคโปร์-ฟิลิปปินส์” ดึงพลัง “ลิซ่า” ดันยอดโตเท่าตัว
นอกจากในประเทศไทยแล้วกลยุทธ์สำคัญในปีนี้คือการใช้ “ลิซ่า” เป็นหัวหอกในการรุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มตัว ได้แก่
- สิงคโปร์: ปัจจุบันมีส่วนแบ่งการตลาด 3.5-4% หลังจากเริ่มสื่อสารด้วยแคมเปญ เชิงรุก และการดึง “ลิซ่า” เข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์มั่นใจว่าจะสามารถสร้างยอดขายเติบโตขึ้นหนึ่งเท่าตัว
- ฟิลิปปินส์: ตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดจาก 3-5% เป็น 5-10% โดยวางเป้ายอดขายโตขึ้น 1 เท่าตัวภายใน 12 เดือน แม้ราคาขายในฟิลิปปินส์จะสูงกว่าไทยถึง 50% แต่ด้วยศักยภาพของแบรนด์และอิทธิพลของ “ลิซ่า” ทำให้แบรนด์มั่นใจว่าจะเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ ได้อย่างรวดเร็ว
บุกตลาดโลก เตรียมขยาย 30 ประเทศ และแผนการตั้งโรงงานในต่างแดน
นอกจากตลาดในประเทศแล้ว อีกหนึ่งแผนงานหลักของ “เดนทิสเต้” คือการสยายปีกในตลาดโลก จากปัจจุบันที่เข้าไปทำตลาดแล้ว 27 ประเทศ วางเป้าหมายเพิ่มเป็น 30 ประเทศภายในปี 2569 นี้ โดยมียุทธศาสตร์ที่น่าสนใจคือการเจาะตลาดสหรัฐอเมริกาและลาตินอเมริกา
- สหรัฐอเมริกา: มุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนเอเชีย (โดยเฉพาะคนเกาหลี 5 ล้านคนผ่านช่องทาง H Mart) และกลุ่มชาวเม็กซิกันกว่า 30 ล้านคนที่มีพฤติกรรมบริโภคอาหารรสจัด ซึ่งเป็นจุดแข็งของยาสีฟันเดนทิสเต้ที่ช่วยแก้ปัญหากลิ่นปากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ลาตินอเมริกา: เล็งเห็นโอกาสในเม็กซิโก เนื่องจากค่าการตลาดไม่สูงและผู้บริโภคเปิดรับแบรนด์ใหม่ได้ง่าย
- ฐานการผลิต: ภายในปี 2570 แบรนด์มีแผนตั้งโรงงานในต่างประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และเตรียมเริ่มโมเดล OEM ในเกาหลีและญี่ปุ่น หากประสบความสำเร็จจะพัฒนาไปสู่รูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) ต่อไป
“เป้าหมายของเราไม่ใช่แค่การเติบโตด้านยอดขาย แต่คือการ Connect เชื่อมความผูกพันของผู้คนด้วยความมั่นใจ เริ่มต้นด้วยการดูแลสุขภาพที่ถูกต้องและดีเยี่ยมทุกๆ วัน เราตั้งเป้าอยากให้ผู้บริโภคได้ทดลองผลิตภัณฑ์และมีสุขภาพช่องปากที่ดีขึ้น โดยมุ่งผลักดันแบรนด์เดนทิสเต้ให้แข็งแกร่งและครองใจผู้บริโภคด้วยคุณภาพและนวัตกรรม ก้าวสู่การเป็นผู้นำผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากระดับพรีเมียมอันดับหนึ่งในเอเชียภายในปี 2569 นี้” คุณศิวกรกล่าวทิ้งท้าย







