“สิ่งแวดล้อม” หนึ่งในปัญหาที่ซับซ้อนและหลากหลายของโลกยุคนี้ เพราะครอบคลุมทั้งปัญหาที่เกิดจากธรรมชาติและที่เกิดจากการกระทำของมนุษย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ และความยั่งยืนของโลก ทำให้หลายภาคส่วนต่างออกมาขับเคลื่อนแนวคิดการอนุรักษ์มากมายตั้งแต่ระดับบุคคล องค์กร ตลอดจนหน่วยงานรัฐ โดยมีเป้าหมายเดียวกันเพื่อสร้างโลก สร้างสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนระยะยาว
งานสัมมนา ESGniverse 2025: Real – World of Sustainability : From Reports to REAL IMPACT ที่จัดโดย BrandBuffet X SD นอกจากเนื้อหาสาระมากมายทั้งหมดแล้ว ในหัวข้อ Environmental Advocacy : Climate Climax ? มีอีกประเด็นที่น่าสนใจคือการขับเคลื่อนแนวคิดการ “อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม” ของ 2 ตัวแทนนักอนุรักษ์คนรุ่นใหม่อย่าง “คุณสิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล” และ “คุณทราย-สิรณัฐ สก๊อต” ถึงแนวทางการขับเคลื่อนด้าน “สิ่งแวดล้อม” เพื่อสร้างความยั่งยืนแก่โลกใบนี้ พร้อมถ่ายทอดเรื่องราว สร้างความตื่นรู้ให้สังคมยุคใหม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ของโลก
“สิงห์–วรรณสิงห์” จาก “นักสารคดี” สู่ “นักสิ่งแวดล้อม” ผู้สะท้อนปัญหาสิ่งแวดล้อมผ่านเลนส์
“เราไม่ได้เป็นนักอนุรักษ์ เราเป็นนักเล่าเรื่อง ที่เลือกเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อม” คุณสิงห์-วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล เล่าถึงที่มาของการเป็นหนึ่งในการเป็รนักอนุรักษ์ แกนนำ หรือแม้กระทั่งบุคคลที่ขับเคลื่อนด้านสิ่งแวดล้อมที่สำคัญของไทย โดยเจ้าตัวเป็นที่รู้จักกันดีจากรายการ “เถื่อน Travel” ทางช่อง GMM 25 และช่องยูทูป “เถื่อนChannel” และช่อง Tik Tok “สิงห์ วรรณสิงห์ TUEN Channel”
จากจุดเริ่มต้นที่ต้องการเล่าเรื่องใน “ฐานะนักสารดี” ที่อยากถ่ายทอดเรื่องราวที่น่าสนใจทั่วโลกให้ไทยได้ชม โดยเนื้อหาในรายการส่วนใหญ่จะโฟกัสไปเรื่องของ “สงคราม” เรียกว่าพื้นที่สงครามหลักๆบนโลกใบนี้ ล้วนแต่เคยถ่านทอดผ่านรายการ “เถื่อน Travel” แทบทั้งส้ิน ตั้งแต่ ยูเครน ซีเรีย เมียนมาร์ โดยไม่ได้โฟกัสในเรื่องของสิ่งแวดล้อมแต่อย่างใด
แต่ระหว่างทางที่รายการถ่ายทำปัญหาสงครามและเรื่องของมนุษย์ “คุณสิงห์” กลับค่อยๆได้เห็น สิ่งแวดล้อมทั่วโลกที่ค่อยๆเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ทั้งทะเลทรายซาฮาร่า , นำ้แข็งขั้วโลก ที่กรีนแลนด์กำลังละลาย กลายเป็นภาพจริงที่ได้เห็นกับตา พอเห็นภาพ ความเข้าใจจึงเกิดขึ้น กลายเป็นการศึกษาเรื่อง Climate Change คืออะไร เกี่ยวข้องกับมนุษย์อย่างไร….จนเปลี่ยนมุมมองที่ว่า “ป่าสวยดี แม่น้ำสวยดี” ให้รู้สึกว่าทั้งหมดนี่คือ ระบบ Support System ของโลกใบนี้เพื่อหล่อเลี้ยงชีวิต แต่ระบบดังกล่าวกำลังล้มเหลวและเฟลอย่างมาก จนรู้สึกว่า “ถ้าไม่มีใครพูดเรื่องนี้อย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก”
“การรณรงค์รักษ์โลกในมุมมองจิตสำนึก ก็เป็นเรื่องที่ดีเป็นการรณรงค์ในมุมมองจริยธรรมว่าโลกเป็นสิ่งที่ควรรัก แต่ในความเป็นจริงคือ เราไม่เห็นภาพ เราไม่รู้ว่ามันวิกฤตขนาดไหน แต่การไปอยู่ตรงนั้นทำให้ได้เห็นวิกฤตจริงๆ ทำให้เล็งเห็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมมาเรื่อยๆ และเริ่มทำสารคดีเล่าเรื่องต่างๆ หลังจากนั้น 3-4 ปีจึงหันมาแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง”
จากนั้น “คุณสิงห์” จึงเลือกจะเดินทางไปในจุดที่โหดที่สุดของโลก อย่างพื้นที่สงคราม ที่ๆมีคนยิงกัน ไม่ใช่เพื่อโชว์ความกล้า แต่เพื่อให้ภาพเล่าความจริง ว่าโลกกำลังเปลี่ยน และคนยังไม่รู้ “การเล่าเรื่องสิ่งแวดล้อมยาก คนดูน้อย เราเลยต้องเล่าให้ใหญ่ขึ้น ให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ‘จริง’ ขนาดไหน” ขณะเดียวกันได้เห็นมิติความเป็นคนที่ไม่ยอมแพ้ทุกสถานการณ์ เพราะในฐานะมนุษย์ที่ทำงานสารคดี ทำให้ได้เห็นความโหดร้ายหลายครั้ง รู้สึกหมดหวังกับมนุษย์ ตั้งแต่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การยิงกันในภาวะสงคราม
“ผมเคยไปซีเรียมาเมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เขากำลังสร้างประเทศใหม่ หลังจากเกิดสงคราม กำลังทำเมืองใหม่ ประเทศใหม่ที่เร่ิมจากไม่มีอะไรเลย (นึกภาพตึก สตง.) แต่ท่ามกลางซากปรักหักพังก็เห็นตึกๆหนึ่ง ที่ระเบียงเห็นต้นไม้เขียวอยู่ และเห็นเจ้าบ้านกลับมาเพื่อดูแลบ้านตัวเอง สะท้อนความโหดร้าย แต่ก็ยังมีคนที่ยินดีทุ่มทั้งชีวิตเพื่อเรียนรู้และรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ ”
“คุณสิงห์” ยังบอกอีกว่าท้ายที่สุดมุมมองที่ต้องการทำเสนอออกไปก็คือส่วนของวิธีการเล่าเรื่อง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับโจทย์ว่าต้องการอะไร สถานที่ตรงไหน แน่นนอนงานสารคดี เน้นเรื่องการผจญภัยและเสี่ยงอันตรายเพื่อดึงคนมาดู คนอาจจะไม่อยากรู้เรื่องสงครามแต่อาจจะอยากดูเราลำบาก ก็ได้ทำให้ หรือถ้าคนอยากดูสิ่งสวยงาม ก็พร้อมนำเสนอ ตั้งแต่ชายหาด ฟองคลื่น ไปจนถึงวิวทิวทัศน์ต่างๆ และนั่นคือวิธีการดึงความสนใจของเรา
มากกว่า “ตื่นรู้” แต่ต้อง “ตระหนก” เพราะทุกนาทีคือเรื่องของชีวิต
ด้วยบุคลิคจริงจัง ซีเรียส และหนักแน่นที่ถูกถ่ายทอดผ่านรายการ ทำให้ “คุณสิงห์” กลายเป็นอีกหนึ่งตัวแทนคนรุ่นใหม่ ที่มีอิทธิพลในแวดวงนักอนุรักษ์ ไม่ใช่แค่เรื่องของผืนป่า หากแต่คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมโดยองค์รวม ทำให้เจ้าตัวเลือกก้าวเข้าสู่โหมดของการทำงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง ในฐานะกรรมาธิการด้านสิ่งแวดล้อมในรัฐสภาช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ในการช่วยกันประชุ่มเรื่องกฏหมายและ พรบ.ต่างๆ เพื่อผลักดัน “กฎหมายสิ่งแวดล้อม” ที่ไม่ใช่แค่รณรงค์ แต่บังคับใช้ได้จริง
เพราะเชื่อว่า “ทุกคนสามารถเปลี่ยนโลกได้ในแบบของตัวเอง ไม่ต้องเป็นรัฐมนตรี หรือซีอีโอ แค่ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดในจุดที่ตัวเองยืนอยู่ เพราะธุรกิจและแบรนด์ที่อยากพูดเรื่องโลก ไม่จำเป็นต้องเป็น NGO แค่เล่าให้จริง เล่าให้ถึง และทำให้เห็นว่าคุณแคร์ มากพอ”
“ตอนแรกเราเชื่อในเรื่องการปลูกจิตสำนึก แต่ปลูกไปสักพักเริ่มเชื่อเรื่องโครงสร้างมากกว่าจิตสำนึก แต่ตอนนี้ก็กลับมาบาลานซ์กันแล้วว่าต้องทำควบคู่กันไป จึงจะเห็นผลดีที่สุด”
เพราะเมื่อปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมมีหลายมิติ แต่ละมิติ ก็มีปัญหาและวิธีแก้แตกต่างกันออกไป นำไปสู่ใจความสำคัญว่าทำไมต้องมีกฏหมายดูแลเรื่องพวกนี้ สมมุติเรื่องกรีน เราทำอยู่เจ้าเดียวแต่คนอื่นไม่ทำ ก็เท่ากัน การขยายจิตสำนึกสู่วงกว้าง กติกาและโครงสร้างต้องเหมือนกัน หน้าที่ทั้งหมดต้องไม่ใช่แค่องค์กรเพียงอย่างเดียว อยากเห็นผลทั้งหมดต้องทำทั้งระบบ บริษัทๆเดียวอาจจะลดขยะได้พันขวด แต่หากเราลดพร้อมกันก็ได้มากขึ้น
“เราไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับขยะสักฉบับ มีแต่กฎหมาย (พ.ร.บ.) รักษาความสะอาด เราไม่สามารถผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อม มาอยู่แถวหน้าของนโยบายการพูดคุยในสภาได้ เพราะมันไม่ป็อปูล่า แต่เราจะทำอย่างไรให้คนหันมาสนใจเหมือนเรื่องชายแดน เรื่องปากท้อง ก็ขึ้นอยู่กับการสื่อสารเพื่อให้คนตื่นตระหนัก (ไม่ใช่ตื่นรู้) ได้ว่าทั้งหมดคือเรื่องของชีวิต”
“ทราย สก๊อต” จาก “นักกีฬาว่ายน้ำ” สู่ “มนุษย์เงือก” แห่ง “ท้องทะเล” ผู้ถ่ายทอดแนวคิดการอนุรักษ์ผืนน้ำด้วยการทำจริง
ส่วนนักอนุรักษ์แห่งท้องทะเลที่กำลังฮอตในขณะนี้อย่าง “คุณทราย สก๊อต” อีกหนึ่งในทายาทตระกูลดัง “ภิรมย์ภักดี” (สิงห์ คอร์ปอร์เรชั่น) เจ้าของฉายา “มนุษย์เงือก” ที่เริ่มบทบาทของนักอนุรักษ์ท้องทะเลจากการเป็น “นักว่ายน้ำ” ซึ่งตอนที่เจ้าตัวว่ายน้ำอยู่ก็สัมผัสได้ว่าสิ่งที่ถูกสอนมาในห้องเรียนเป็นเรื่องจริง ทั้งน้ำเสีย จำนวนขยะที่เยอะมากในท้องทะเล ตลอดจนพื้นทะเลที่ไม่ได้สะอาด หลังจากนั้นเมื่อกลับมาที่บ้าน จึงมานั่งคิดว่า เราจะใช้พื้นที่นี้ในการทำเพื่อสิ่งที่เรารัก (ท้องทะเล) ได้อย่างไร ตลอดจนเราสร้างผลกระทบให้สิ่งที่เรารักเหล่านี้อย่างไรบ้าง
จากนั้นจึงเริ่มจากที่ “บ้าน” โดยใช้โอกาสนี้วิเคราะห์ว่าบ้านหนึ่งหลังสร้างคาร์บอนสร้างขยะเยอะขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็น แชมพู คอนดิชั่นเนอร์ต่างๆ ที่ไหลลงตามน้ำสร้างมลพิษทางน้ำขนาดไหน และหากเราจะมระบบบำบัดกรองน้ำเสีย จะต้องใช้เท่าไรอย่างไร จากนั้นจึงไปดูระบบบำบัดน้ำเสียของบริษัทต่างๆ หลายที่ไม่มีการบำบัดน้ำเสียอย่างจริงจัง มีเพียงการแยกขยะ
หลังจากนั้นเข้าใจ 2 มิตินั้น “ทั้งเรื่องขยะ มลพิษที่เกี่ยวข้องกับนำ้” จนเริ่มเดินเก็บขยะที่หาดต่างๆ จากนั้นจึงมีคนแนะนำว่าควรชวนโรงเรียนต่างๆมาทำด้วย งานนั้นเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เจ้าตัวได้เห็นว่า จริงๆแล้วคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งพวกเขาเหล่านี้ก็มีสิทธิ์ในทรัพยากรเหล่านี้เช่นกัน แต่ด้วยอุปสรรคต่างๆ ตลอดจนการศึกษาอาจจะทำให้เด็กไม่พร้อมสู้กับเรื่องเหล่านี้ จึงเลือกเข้าไปเดินหน้างานด้านอนุรักษ์เพื่อช่วยเหลืออย่างจริงจัง
“เราไม่อยากพึ่งพาให้ใครฟังว่าปะการังเสียหายขนาดไหน หรือไม่เสียหายแบบไหน เพราะคนไม่น่าไว้ใจ เราเลยตัดสินใจทำงานที่วนอุทยานฯ และไปสำรวจเกาะทั้ง 12 แห่ง จนเริ่มเก็บขยะ เพื่อให้เห็นภาพจริงว่าขยะเยอตรงไหน ทำไมตรงนี้ถึงมีเยอะ ไปพร้อมเก็บประสบการณ์ต่างๆ ด้านสิ่งแวดล้อมไปด้วย”
“คุณทราย” เล่าต่ออีกว่า แม้ส่วนตัวจะสนใจเรื่องการอนุรักษ์ท้องทะเลค่อนข้างมาก แต่ในอีกมุม ก็อยากทำในมิติที่มีความสุขควบคู่กันไปจึงเลือกที่จะทำในแบบฉบับของตัวเอง โดยจุดเปลี่ยนสำคัญ คือวันที่ว่ายน้ำข้ามจังหวัดจากระบี่ไปภูเก็ต กับเจ้าหน้าที่ทุกคนที่ร่วมว่ายด้วยกัน ไม่มีไลฟ์สด ไม่มีการออกสื่อ (ขณะนั้น) นั่นคือสิ่งที่ประทับใจที่สุดในการทำงาน เพราะมองว่าการชวนใครออกนอกขอบเขตของตัวเองมาทำเรื่องที่ไม่เคยทำคือเรื่องยาก
“เรามองว่าหากมีวินัยในการทำงานเราก็สามารถทำได้หมด แต่ต้องค่อยๆก้าวไป ยกตัวอย่างเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ยุคนั้นมีเรือลำใหญ่ไปถ่ายเทแขกกลางอ่าว เจาะตรงกลางเรียกเรือหางยาวมารับจากเรือลำใหญ่อีกที จากนั้นก็ วนเที่ยวในทะเล ซี่งแน่นอนบนเรือลำใหญ่นักท่องเที่ยวเยอะมากต้องใช้เรือเล็กไม่ตำ่กว่า 20 ลำ (ขณะนั้นยังไม่มีการกำหนดขอบเขตเรือ) ซึ่งส่วนตัวมองว่ามันคือการสร้างมลพิษทางทะเลเป็นอย่างมาก จึงเลือกใช้วิธีกระโดดขึ้นเรือทุกลำ เพื่อตักเตือน ก่อนจะนำเสนอหัวหน้าอุทยานและประกาศเป็นกฏการล่องเรือในเขตอุทยานอย่างจริงจัง และได้ผลที่ดี (ในตอนนั้น)
เพราะสิ่งแวดล้อมเข้าใจยาก …… จึงต้องลงมือทำ ให้เห็น
“คุณทราย” ยังสะท้อนมุมมองด้านสิ่งแวดล้อมอีกว่า ปัญหาส่วนใหญ่ที่มนุษย์มีต่ดเรื่องสิ่งแวดล้อมคือมนุษย์ไม่สนใจกันและกัน คนไม่สนเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่คนสนใจเรื่องคน เลยพยายามดึงคนเข้ามา เลยเลือกพูดเรื่องชาวมอร์แกน เกี่ยวกับปะการังฟอกขาว ค้นพบว่าเจ้าหน้าที่ดูถูกชาวมอร์แกน ใช้แรงงานดูแลนักท่องเที่ยว เรื่องแค่นี้ก็รู้แล้ว
นอกจากการ “ปะทะจริง” และ “ทำจริง” หากมีใครทำผิดกฏหมายทางทะเลแล้ว เขายังสะท้อนมุมมองการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของตัวเอง ผ่านวิธีการทำงานอีกว่า การจะทำงานด้านสิ่งแวดล้อมให้เห็นผล จำเป็นต้องรู้สึกว่าเราอยากเล่า และตื่นเต้นกับเรื่องที่จะเล่าให้คนฟัง หรือแม้กระทั่งการทำให้เห็นก่อน เหมือนตอนเด็กที่เราอยากเล่าอะไรให้ใครฟัง แล้วเราเริ่มด้วยความตื่นเต้น คนฟังก็จะอินไปกับเรา ไม่ใช่เร่ิมต้นด้วยการคาดหวังให้เขาตื่นเต้นกับเราแต่ต้องเริ่มที่เราตื่นเต้น เพราะการนำเสนอสิ่งพวกนี้เป็นเรื่องที่ยาก
“สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องที่เข้าใจยาก ทรายเปรียบตัวเองเหมือนเป็นแมคโดนัลด์ คือเราอยากเข้าถึงง่าย เข้าใจได้ง่ายที่สุด เพื่อบอกสิ่งที่ตัวเองที่อยากทำให้คนเห็นให้ และเราต้องลงไปทำเอง เพื่อให้คนตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อม เพราะคนส่วนใหญ่ตัดสินใจทำอะไรไม่สนใจชีวิตคนอื่น แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ คือการทำให้เขาหันมาสนใจเรื่องพวกนี้”
แม้วันนี้จะไม่ได้ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่อุทยานอย่างในอดีตแล้ว แต่ “ความตั้งใจ” และ “งานด้านอนุรักษ์” ของเจ้าตัวยังเดินหน้าต่อในบทบาทต่างๆ ทั้งการเป็นวิทยากรในมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่เจ้าต้วบอกว่า “ดีใจที่เห็นน้องๆเห็นคุณค่าที่เราทำ นั่นคือสิ่งที่ทำและชอบที่สุด”
ท้ายที่สุด “คุณทราย” บอกว่า “การทำเรื่องสิ่งแวดล้อมก็เหมือนการทำธุรกิจ เพราะถ้าโปรดักต์เราไม่ดี แต่เราซื้อโฆษณา ซื้อสื่อ เพื่อให้คนสนใจ แต่คนก็ไม่ซื้อหรอก เพราะยุคนี้คนฉลาดในการคัดเลือก และรู้ว่าอะไรดีไม่ดี….ทรายเห็นหลายบริษัทพยายามทุ่มเงินซื้อสื่อโฆษณา แต่โปรดักต์ไม่ดีก็ไม่รอด เช่นเดียวกันตอนนี้เราอยู่ในยุคที่เรื่องสิ่งแวดล้อม ทุกคนสนใจก็จะศึกษา ถ้าตรงตัว ชัดเจน โปร่งใส ก็จะเกิดการเล่าต่อแบบปากต่อปาก คนก็จะเชื่อและซื้อเราเอง”
ทั้งคู่ไม่ได้เพอร์เฟกต์ในทุกแง่มุม แต่สิ่งที่พวกเขาทำ…คือ “การทำเท่าที่ทำได้” อย่างสุดหัวใจ พวกเขาเชื่อว่าคนธรรมดา ก็สามารถเปลี่ยนโลกได้ ถ้าร่วมกันสร้าง “ระบบที่ยั่งยืน” และ “จิตสำนึกที่แท้จริง” เพราะ “เรื่องของสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่คือเรื่องของ ‘ใจ’ และ ‘ทางเลือก’ ที่เราตัดสินใจทุกวัน”









