การสร้างสมดุลให้กับการทำธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม (ESG) เป็นหนึ่งในเทรนด์ธุรกิจที่พูดกันมานานเกือบ 10 ปี และปัจจุบันเกือบทุกองค์กรไม่ใช่แค่ตื่นตัว แต่ลงมือทำเรื่องนี้กันมากขึ้น แต่การทำก็ไม่ง่าย เพราะไม่ใช่ทำครั้งเดียวแล้วจบ ต้องใช้ทั้งเวลา การลงมือทำอย่างจริงจังและต่อเนื่อง จึงจะเกิดผลลัพธ์ที่ยั่งยืน เหมือนกับโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ของ Central Group และ “ศูนย์การเรียน” ของ Food Passion ที่กว่าจะสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนให้สังคมและชุมชน ก็ต้องผ่านการเรียนรู้และอุปสรรคหลายอย่าง
ในงานเสวนา ESGNIVERSE 2025 : Real – World of Sustainability จักรวาลแห่งความยั่งยืน จัดโดย Brand Buffet ร่วมกับ SD Thailand ในหัวข้อ From Reports to Real Impact “คุณอนาวิน ตั้งพงศ์ไพบูลย์” ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และความยั่งยืน Central Group และ “คุณชาตยา สุพรรณพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Food Passion ได้มาแชร์ประสบการณ์ เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้แบรนด์และธุรกิจนำไปปรับใช้และร่วมกันสร้างสังคมและสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นไปด้วยกัน
“เซ็นทรัล ทำ” นำความเชี่ยวชาญ สร้างโอกาสให้สังคม
เมื่อพูดถึง Central Group คนส่วนใหญ่จะนึกถึงห้างสรรพสินค้า ทั้งๆ ที่จริงแล้ว Central Group มีธุรกิจหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น Luxury Department Store ในยุโรป, ธุรกิจ Retail และธุรกิจ Hospitality ทั้งโรงแรมและร้านอาหาร และด้วยความที่ธุรกิจมีความแตกต่างกันมาก อีกทั้งแต่ละธุรกิจต่างทำโครงการเพื่อสังคมของตัวเองในแบบต่างๆ คุณอนาวิน บอกว่า ผู้ก่อตั้งจึงต้องการรวบกิจกรรมทั้งหมดให้เหลือแนวทางเดียว ทำให้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว จึงริเริ่มโครงการ “เซ็นทรัล ทำ” ขึ้น
“เราต้องการขยับจาก CSR มาสู่ CSV เพราะต้องการนำความเชี่ยวชาญมาสร้างโอกาสให้สังคม เพื่อให้เกิดอิมแพค ไปพร้อมกับการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจได้ ตอนคิดชื่อโครงการ จึงนึกถึงการลงมือทำ เพราะเป็นคำที่มีความหมาย และสามารถสร้างผลลัพธ์บางอย่างได้ โดยมีแท็กไลน์สำคัญคือ ทำด้วยกัน ทำด้วยใจ”

“คุณอนาวิน ตั้งพงศ์ไพบูลย์” ผู้บริหารสายงานกลยุทธ์และความยั่งยืน Central Group
หลังจากนั้นได้วางแผนและลงมือทำ โดยทุกกิจกรรมจะอยู่ภายใต้ 6 มิติ ได้แก่ Community, Inclusion, Talent, Circularity, Climate และ Nature รวมทั้งขมวดสิ่งเหล่านี้เข้าไปอยู่ในกระบวนการทำงานของทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งเป็นจุดที่คุณอนาวิน ยอมรับว่า “ยากที่สุด” แต่หากหลอมรวมได้ จะเกิดอิมแพค และขยายผลไปได้เร็วมาก
ส่งผลให้ทุกโครงการของ Central Group ต้อง Relevant กับธุรกิจและทำได้ง่าย โดยเน้นการนำความเชี่ยวชาญขององค์กรมาสร้างคุณค่าให้กับชุมชนตั้งแต่ต้นน้ำสู่ปลายปลาย และนำมาตรฐานวัดความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็น S&P Global ESG, IFRS มาเป็นกรอบในการทำงาน เพื่อตรวจสอบว่าสิ่งที่ทำอยู่ครบถ้วนไหม
Sustainability ที่เวิร์ค ต้องเรียบง่าย ไม่สร้างภาระให้องค์กร
ช่วงแรกของการดำเนินงานจึงเริ่มจากการช่วยพัฒนาสินค้าชุมชนให้มีคุณภาพเป็นที่ต้องการของตลาด พร้อมสนับสนุนให้เกษตรกรรุ่นใหม่ทำเกษตรอินทรีย์อย่างยั่งยืน จากนั้นค่อยๆ เข้าไปถ่ายทอดความรู้ด้านการสร้างแบรนด์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ รวมถึงขยายช่องทางจำหน่ายให้กับชุมชน จากเดิมที่ปลูกที่ไหนก็ขายในพื้นที่ ปัจจุบันก็วางจำหน่ายทั้งในท็อป และจริงใจ มาร์เก็ต อีกทั้งหลายชุมชนยังกลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้เกษตรอินทรีย์
“Sustainability ที่เวิร์ค ต้องเรียบง่าย ไม่สร้างภาระให้กับองค์กร และถ้าสามารถผนวกเข้าไปอยู่ในทุกกระบวนการธุรกิจจนเป็นเนื้อเดียวกันได้ ความยั่งยืนจะเกิดผลได้จริง”
แม้การทำจะดูเหมือนง่าย แต่คุณอนาวิน บอกว่า การเข้าไปพัฒนาชุมชนสักแห่งต้องใช้เวลา และไม่ใช่ทุกโครงการที่ทำจะสำเร็จเสมอไป เพราะเจออุปสรรคหลายอย่าง หนึ่งในนั้นคือ ความ “เข้าใจ” ของชุมชน จึงต้องลงไปพูดคุยกับคนในชุมชน กระทั่งชุมชนเปิดใจ และพร้อมลงมือทำไปด้วยกัน ยกอย่างชุมชนแม่ทา จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ตั้งใจในการพัฒนาการเกษตรให้ดียิ่งขึ้น ทำให้เซ็นทรัล ทำต้องการสนับสนุนเรื่องการปลูกผักออกร์แกนิก แต่ชุมชนกลัวไม่มีตลาดรองรับ
ทีมจึงเข้าไปอธิบายให้เข้าใจว่าทำแล้วมีช่องทางจำหน่าย จนเกิดความเชื่อใจซึ่งกันและกัน ซึ่งใช้เวลาพอสมควร จากนั้นจึงลงมือปลูกผักออร์แกนิก จนผลิตภัณฑ์เริ่มไปได้ ก็ขยายมาสู่ผลิตภัณฑ์อื่นๆ ที่ตลาดต้องการ ทำให้ชุมชนมีอาชีพ และรายได้ยั่งยืน แถมปัจจุบันยังต่อยอดมาสู่ Holistic Wellness เพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้คนมาสัมผัสวิถีการทำเกษตร และท่องเที่ยวเชิงสุขภาพได้ มีทั้งพักโฮมสเตย์ กิจกรรมทำอาหาร และสปา จนล่าสุดได้รับรางวัล Sustainable Tourism Destination Rating จากทาง ททท.
“เราพยายามทำไป ดูฟีดแบ็กไป กิจกรรมไหนชุมชนพัฒนาต่อยอดไปได้ ก็นำมาปรับปรุง เพิ่มเติมไปเรื่อยๆ” คุณอนาวิน บอกถึงการทำงาน โดยในอนาคตมีแผนจะพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้เพียงพอในแต่ละช่องทางจำหน่าย ควบคู่กับการพัฒนาแพลตฟอร์มจริงใจ มาร์เก็ตให้ลูกค้าเห็นผลิตภัณฑ์แล้วรู้เลยว่ามาจากชุมชนนี้ รวมถึงนำ ESG Data มาต่อยอดสู่การลงมือทำให้มากขึ้น ซึ่งจะสร้างประโยชน์ให้กับสังคมและชุมชนได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
“จริงใจ มาร์เก็ต เป็นพื้นที่ที่ให้ชาวบ้านเอาสินค้าชุมชนมาขายด้วยตนเอง ทำให้เกษตรกรได้เจอลูกค้าโดยตรง จึงได้คุยกันถึงความต้องการของลูกค้า และสามารถนำไปพัฒนาสินค้าให้ดีขึ้น แถมยังได้ Opportunity ใหม่ๆ กลับมาเพิ่มขึ้นด้วย”
จากความเชื่อ สู่การพัฒนา “คน” อย่างยั่งยืน
ส่วนการขับเคลื่อน ESG ของ Food Passion คุณชาตยา เล่าว่า เริ่มมาจากความเชื่อของบริษัทว่ามีหน้าที่ในการดูแลผู้คน และโลกใบนี้ให้มีความสุขอย่างยั่งยืน ผ่านอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ประกอบกับปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงมากขึ้น จึงต้องการนำแนวคิด ESG มาเป็นหลักในการทำงานอย่างจริงจัง โดยเน้นไปที่การดูแลคน สังคม และองค์กรให้เติบโตพร้อมกัน ผ่านโครงการต่างๆ มาต่อเนื่อง และหนึ่งในโครงการที่ได้หยิบมาแชร์ให้ฟังคือ ศูนย์การเรียน Food Passion ซึ่งเป็นโรงเรียนด้านธุรกิจอาหาร
“เราทำธุรกิจร้านอาหาร ต้องขยายสาขา จึงจำเป็นต้องใช้คน เราก็อยากได้คนที่มีคุณภาพ พอลงไปดูพนักงานในร้าน กลับพบว่า คนเหล่านี้มีประสบการณ์ และขยัน บางคนทำมาเป็น 10 ปี แต่น้อยกว่า 50% จบระดับมัธยม 6 เท่านั้น ซึ่งในโลกที่ Dynamic มากๆ การใช้ประสบการณ์อย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเรื่อง Critical Thinking, Analytical Thinking เราจึงอยากให้พนักงานสามารถ Upskill และเติบโต เพื่อพาองค์กร Growth แบบยั่งยืน”

“คุณชาตยา สุพรรณพงศ์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Food Passion
คุณชาตยา บอกถึงจุดเริ่มต้นของไอเดีย กระทั่งกลายมาเป็น “โครงการทุนสานฝัน” ซึ่งเป็นการทำงานกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา โดยให้คนในองค์กรเรียนไปด้วย และทำงานกับบริษัทไปด้วย ต่อมาก็ขยายไปยังกลุ่มนักเรียนที่ด้อยโอกาสจากต่างจังหวัด เมื่อจำนวนนักเรียนเพิ่มขึ้น จึงตัดสินใจปรับมาเป็น “ศูนย์การเรียน Food Passion” โดยอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ กรุงเทพมหานคร เขต 2 เมื่อเรียนจบจะได้รับวุฒิปวช. สาขาธุรกิจค้าปลีก ปัจจุบันมีนักเรียนที่จบจากศูนย์การเรียนรู้แล้ว 1,000 คน โดยตั้งเป้าพัฒนาคตให้ได้ 30,000 คน
ถ้าใจไม่รัก ก็ทำ ESG ได้ยาก
แน่นอนว่าสิ่งที่ได้จากการลงมือทำศูนย์การเรียน Food Passion ก็คือ พนักงานมีความรู้มากขึ้น ซึ่งคุณชาตยา บอกว่า ปัจจุบันพนักงานเหล่านี้กลายเป็น Talent ขององค์กร ทั้งยังทำให้ธุรกิจมีความต่อเนื่องในการให้บริการดีขึ้น จากสมัยก่อนการ Turnover ค่อนข้างสูง ประมาณ 150% ส่งผลให้คุณภาพการให้บริการลดลง และยังเป็นการให้โอกาสกับคนเหล่านี้ด้วย
ส่วนอุปสรรคที่พบคือ เรื่องคน เพราะต้องดูแลชีวิตคนจำนวนมาก อีกทั้งเด็กๆ เหล่านี้ไม่เคยเดินทาง ไม่เคยห่างจากอกพ่อแม่ จึงต้องสร้างความน่าเชื่อถือให้ผู้ปกครอง และคุณครูอย่างมาก ขณะเดียวกัน Cost of Labor ก็สูงขึ้นมาก เพราะต้องจัดการเรื่องค่าหอพัก ค่ากินอยู่ และค่าจ้างต่างๆ ส่วนค่าเรียนนั้น รัฐบาลจ่ายให้ จึงต้องทำความเข้าใจกับผู้จัดการร้าน หรือผู้บริหารในองค์กรว่าทำไมต้องใช้ Cost สูงขึ้น
“มันไม่ได้เป็นระบบที่จ่ายเงินซื้อมาแล้วกดปุ่มใช้ได้เลย ถ้าใจไม่รักจริง มันก็ทำยาก” คุณชาตยา เล่าถึงอุปสรรค และบอกด้วยว่า การทำสิ่งเหล่านี้เป็นการพัฒนาคุณภาพการบริการ ซึ่งเป็น Expertise ของคนทำงาน หากมองในแง่ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเวลาและเม็ดเงินที่ลงทุนไป อาจวัดออกมาเป็นตัวเลขได้ยาก แต่สิ่งที่ภูมิใจคือ แม้ Food Passion จะเป็นบริษัทเล็กๆ แต่วันนี้ยังคงเติบโตได้ท่ามกลางการแข่งขันที่ท้าทาย แล้วพนักงานก็เติบโตไปด้วยกัน
เริ่มจากสิ่งเล็กๆ แต่มีความหมาย และทุกคนทำได้
นอกจากความรักและเชื่อแล้ว คุณชาตยา บอกว่า การจะทำสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้นได้ Food Passion ยังใช้คอนเซ็ปท์ Small But Meaningful เป็นการทำสิ่งเล็กๆ แต่มีความหมาย โดยเลือกทำโครงการเล็กๆ ที่ทำได้ง่ายๆ ก่อน เพราะนอกจากจะไม่เพิ่มงานให้ใครในองค์กรแล้ว ทุกคนยังทำได้ ดังนั้น วิธีเลือกโครงการของ Food Passion จึงนำสิ่งที่องค์กรทำอยู่แล้ว มาสร้างให้เกิดความหมาย เช่น การแยกขยะ เดิมที Food Passion แยกขยะอยู่แล้ว พอนำมาทำเป็นโครงการ ก็เพิ่มการชั่งเข้าไปด้วย และร่วมกับพาร์ทเนอร์อย่างเซ็นทรัล และททท. เพื่อให้มั่นใจว่าขยะที่แยกถูกจัดการแบบ Zero Waste to Landfill และยังเทิร์นมาเป็นการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้องค์กรได้ด้วย
“เรื่องนี้ทำไม่ง่าย แต่จำเป็นต้องทำ ต้องคิดว่า ESG ไม่ใช่ทางเลือก แต่คือทางรอด ถ้าไม่คิดแบบนี้ ยากมากที่จะผลักดันตัวเองให้ลุกขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้ เพราะเป็นแค่ Nice to Have แต่ถ้าคิดว่าไม่ทำ องค์กรไม่รอดแน่ๆ เราจะหวาดกลัว และผลักดันให้ต้องขยับตัวทำเร็วขึ้น”
ยกตัวอย่าง Food Passion อยู่ในธุรกิจร้านอาหาร ความเสี่ยงที่เจอหนักมากๆ คือ การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ซึ่งส่งผลต่อผลผลิต ถ้าน้ำท่วมมาก ผลผลิตก็ไม่ดี ราคาต้นทุนสินค้าก็สูงขึ้น ทำให้กระทบธุรกิจ หรือการจับพนักงานตั้งแต่ C-level จนถึง Management มานั่งเล่นบอร์ดเกม โดยแบ่งกลุ่มกัน และให้แต่ละกลุ่มเป็นเจ้าของธุรกิจกรีนมา 1 ธุรกิจ แล้วมาแข่งกัน ซึ่งระหว่างทางทุกคนจะเจอเหตุการณ์ต่างๆ เช่น กฎหมาย ESG, พายุ น้ำท่วม จึงช่วยให้ทุกคนตระหนักว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ Nice to Have แต่เป็น Resilience ของธุรกิจ หลังจากนั้น Management ทุกคนก็ปรับตัวและทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าถ้าไม่ทำ บริษัทอยู่ไม่ได้
การพัฒนาอย่างยั่งยืนของ Central Group และ Food Passion จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ ทำให้เห็นว่าการเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำได้ง่ายๆ ก็สามารถสร้างความยั่งยืนได้
ติดตามพวกเราได้ที่ LINE









