ผ่ากลยุทธ์ SENA ก้าวสู่ ผู้นำอสังหาฯ เบอร์ 2 เปิดเยอะเปิดแรงมากที่สุด

รอบปี 2561 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยังต้องเผชิญกับปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ต่อเนื่องมาจาก4-5 ปีก่อนหน้า แต่ก็นับได้ว่าเป็นปีทองของดีเวลลอปเปอร์หลายราย สามารถฟันฝ่าอุปสรรคมาได้ มีการเปิดตัวโครงการใหม่จำนวนมาก ยอดขายก็เติบโตทั้งกลุ่มลูกค้าคนไทยและต่างชาติ ทำให้ภาพตลาดมีความคึกคักและร้อนแรงเอามากๆ โดยเฉพาะตลาดคอนโดมิเนียม จนผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่ายออกอาการเป็นกังวลและส่งสัญญาณเตือน กลัวจะเกิดฟองสบู่หรือภาวะโอเวอร์ซัพพลาย (Over Supply) ซึ่งความจริงแล้วก็เป็นความกังวลใจไม่ถูกต้องเสียทีเดียว เพราะเป็นกังวลแบบมองในภาพรวม ตลาดคอนโดฯ ออกอาการน่าเป็นห่วงจริงแต่คงเป็นเฉพาะบางตลาดและบางทำเลเท่านั้น ไม่ใช่ทั้งหมดของตลาด

ปีที่ผ่านมาจึงมีดีเวลลอปเปอร์หลายราย สร้างสถิติและผลงานที่สวยงามเกิดขึ้น จากการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง และมีความแม่นยำ ประกอกกับการวางกลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจนและแตกต่าง หนึ่งในดีเวลอปเปอร์ในนั้น คือ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (SENA) ขึ้นแท่นครองแชมป์เบอร์ 2 ในธุรกิจเรียลเอสเตท กับผลงานการเปิดคอนโดมิเนียมมากสุด ด้วยจำนวน 6,397 ยูนิต มูลค่าโครงการรวม 22,030 ล้านบาท ห่างจากเบอร์ 1 อย่างบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เปิดตัวโครงการไป 6,770 ยูนิต มูลค่า 31,580 ล้านบาท เท่านั้น  นับว่าปีที่ผ่านมาเสนาเปิดตัวมากที่สุดในรอบ 5 ปี  หรือจะว่าไปแล้วมากสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมาเลยก็ได้ การที่บริษัทเปิดตัวมากขนาดนี้ เป็นเพราะความมั่นใจในสภาพตลาดอสังหาฯ แนวทางการดำเนินธุรกิจซึ่งเตรียมวางแผนไว้อย่างดี และวางกลยุทธ์การตลาดเพื่อสร้างการเติบโตอย่างชัดเจน

4 กลยุทธ์ดัน เสนาฯ​ สู่ผู้นำอสังหาริมทรัพย์เบอร์ 2

1. การผนึกพันธมิตร-ซื้อกิจการ

นับตั้งแต่บริษัทได้จับมือกับพันธมิตรสำคัญจากประเทศญี่ปุ่น “ฮันคิว ฮันชิน พร็อพเพอร์ตี้ส์ คอร์ป” ก็เริ่มมีการพัฒนาโครงการออกมาอย่างต่อเนื่อง จำนวน 6 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวม 20,846 ล้านบาท ความร่วมมือระหว่างกัน ไม่ใช่เป็นแค่เรื่องการพัฒนาโครงการเท่านั้น แต่ยังทำให้ได้เรียนรู้วิธีการทำตลาด และแนวคิดใหม่ๆ ในการพัฒนาโครงการด้วย นอกจากนี้ ยังได้มีความร่วมมือกับ บริษัท แอคคิวท์ เรียลตี้ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านซื้อ ขาย ฝาก เช่า อสังหาฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ  ซึ่งในต่างประเทศที่เข้าไปทำตลาดนั้น มีทั้งประเทศจีน มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ กัมพูชา และญี่ปุ่น การได้พันธมิตรทั้ง 2 รายดังกล่าวเข้ามาช่วย ถือว่าเป็นบริหารซัพพลายเชนของธุรกิจ นับตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำได้เป็นอย่างดี

ไม่เพียงแต่การร่วมทุนกับพันธมิตรให้ธุรกิจเกิดความแข็งแกร่งแล้ว การเข้าไปถือหุ้นในธุรกิจที่เกี่ยวข้อง หรือธุรกิจที่ช่วยสร้างการเติบโต บริษัทก็เดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว ด้วยการเข้าไปซื้อหุ้น 2 บริษัท ซึ่งปลายปีที่ผ่านมาเสนาซื้อหุ้นบริษัท พราว วานิจ จำกัด  ด้วยมูลค่าเงินลงทุนรวม 403 ล้านบาท  ในสัดส่วนการถือหุ้น 55% พร้อมกับจัดตั้งบริษัท เสนา วณิช ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 600 ล้านบาท การเข้าซื้อหุ้นในครั้งนี้  ถือว่าเป็นการดำเนินตามนโยบายของบริษัท ที่ต้องการขยายตลาดออกไปในต่างจังหวัด โดยเฉพาะในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC เพราะกลุ่มพราว วานิจ ถือได้ว่าเป็นดีเวลลอปเปอร์ที่เชี่ยวชาญการพัฒนาอสังหาฯ​ แนวราบในต่างจังหวัดโดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันออก อาทิ จังหวัดชลบุรี ระยอง เป็นต้น

เสนายังเดินหน้าซื้อหุ้นบริษัทที่น่าสนใจ ซึ่งล่าสุดในช่วงต้น ม.ค.2562 ได้ปิดดีลซื้อหุ้นทั้งหมดของบริษัท ท่าพระพร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ด้วยมูลค่า 300 ล้านบาท  ซึ่งมีสินทรัพย์สำคัญ คือ ที่ดินจำนวน 2 แปลง สามารถนำมาพัฒนาโครงการได้ในอนาคต ถือเป็นกลยุทธ์ M&A (Mergers and Acquisitions) ที่ทำให้ได้ทั้งพันธมิตรและสินทรัพย์มาช่วยทำให้การเติบโตขยายตัวได้อย่างรวดเร็ว และเสริมศักยภาพของบริษัทได้เป็นอย่างดี

2. คิดต่างด้วยแคมเปญ “MADE FROM HER”

ท่ามกลางการแข่งขันในธุรกิจอสังหาฯ ของเมืองไทย ผู้บริหารส่วนใหญ่ของดีเวลลอปเปอร์ล้วนแต่เป็นผู้ชายเป็นหลัก มีไม่กี่บริษัทเท่านั้นที่มีผู้บริหารเป็นผู้หญิง ซึ่งเสนาเป็นหนึ่งในจำนวนน้อย ทำให้ ดร.ยุ้ย – ผศ.ดร.เกษรา
ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ต้องการสร้างความแตกต่างจากดีเวลลอปเปอร์ในตลาด และสร้างจุดขายให้ไม่เหมือนใคร ด้วยการออกแคมเปญใหญ่ประจำปี “MADE FROM HER” ใส่ใจทุกดีเทลชีวิตจากแนวคิดผู้หญิง เพราะเข้าใจ Insight ของลูกค้าผู้หญิงเป็นอย่างดี ว่ามีความต้องการอย่างไรในการซื้อที่อยู่อาศัย และมีความกังวลใจเรื่องอะไรบ้าง หรือแม้แต่คู่รักที่เลือกซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีผู้ชายมาร่วมเลือกซื้อ แต่การตัดสินใจในท้ายที่สุดแล้วก็มักจะเป็น “ผู้หญิง” ภายใต้แคมเปญดังกล่าวจึงมีการจัดทำภาพยนตร์โฆษณามาสื่อสาร ให้กลุ่มลูกค้าเห็นทั้งแนวคิดของแคมเปญการตลาดในเรื่อง “หัวคิดและหัวใจ” ของบริษัทที่พยายามคิดและพัฒนาที่อยู่อาศัย ตลอดจนการบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้ามากที่สุด โดยใส่ใจในทุกรายละเอียดความต้องการทุกเรื่องของผู้หญิง เพราะเสนาเชื่อว่าถ้าตอบโจทย์ความต้องการของผู้หญิงที่มีความละเอียดลออในการคิด การเลือกซื้อสิ่งของต่างๆได้ ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการทุกชีวิตในครอบครัวได้อย่างแน่นอน

3. SENA 360° Service บริการหลังการขายยุค Mobile First

ความมั่นใจในการเปิดโครงการจำนวนมากของเสนา ไม่ใช่แค่มีความพร้อม หรือเรื่องของการเลือกทำเลที่ตั้งที่ดีมีคุณภาพสินค้า หรือการจับตลาดได้ตรงตามความต้องการเท่านั้น แต่ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ได้จบเมื่อขายและส่งมอบให้ลูกค้าแค่นั้น การบริการหลังการขาย นับเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับธุรกิจด้วย ยิ่งปัจจุบันเป็นโลกออนไลน์และโซเชียลมีเดีย ทำอะไรพลาดหรือผิดไป แบรนด์พังได้แค่ปลายนิ้วลูกค้าได้ง่ายๆ

ปีที่ผ่านมาเสนา จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการหลังการขาย ด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น “SENA 360° Service” เพื่อเข้ามาดูแลและให้บริการลูกค้า ด้วยคอนเซ็ปต์  ครบ จบ ง่าย บริการหลังการขายแบบครบวงจรพร้อมดูแลลูกบ้านทุกที่ทุกเวลา และปีที่ผ่านมายังเพิ่มฟีเจอร์ใหม่เข้ามา อย่างเช่น Liluna : Smart Sharing car Sharing ทางเดียวกัน ไปด้วยกัน อำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่เดินทางไปทางเดียวกันสามารถไปด้วยกันได้ และแชร์ค่าเดินทางตามจริง fixzy บริการที่จะช่วยดูแลรักษา และ ซ่อมแซมบ้านจากมืออาชีพ  SOS : เบอร์ฉุกเฉิน สำหรับโทรออกไปที่นิติบุคคล 24 ชั่วโมง  CCTV กล้องโทรทัศน์วงจรปิดบริเวณในโครงการ  Shutter Bus GPS ลูกบ้านสามารถตรวจสอบเส้นทางการเดินรถและสภาพการจราจรด้วยระบบ GPS การมุ่งไปสู่การให้บริการออนไลน์ของเสนานับเป็นการต่อเติมให้เกิดความสมบูรณ์ของการใช้งาน และเป็นการเติมเต็มวิถีชีวิตคนยุคปัจจุบันที่อยู่กับสื่อออนไลน์และสมาร์ทโฟน

4. เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วย“Go Green”

เรื่องของความยั่งยืนในทุกธุรกิจ ถือเป็นความสำเร็จขั้นสุดที่ทุกองค์กรต้องการ เพราะกว่าจะสู่เป้าหมายนั้นได้ หมายความว่าองค์กรจะต้องใส่ใจในทุกรายละเอียดขององค์ประกอบสู่ความยั่งยืน ที่มีมากมายและสำคัญคือต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการสร้าง หนึ่งในนั้นคือการใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวองค์กร ทั้งเรื่องภายในและภายนอก เสนารู้และเข้าใจดี ยิ่งผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน เข้ามามีส่วนร่วมกับการใส่ใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากขึ้น มักให้ความสำคัญและเลือกแบรนด์ที่ใส่ใจและให้ความสำคัญกับการดูแลสิ่งแวดล้อมเป็นแบรนด์แรกๆ หลายธุรกิจจึงเอาเรื่องของการมีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จของธุรกิจด้วย

ตัวอย่างเช่น การนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาในทุกโครงการไม่ว่าจะเป็นคอนโดมิเนียมหรือบ้าน โดยมุ่งเน้นการใช้พลังงานสะอาดแบบ 100% ที่เห็นชัดเจนและโดดเด่น คือ การนำร่องติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) ให้บ้านทุกหลัง เป็นการใช้พลังงานธรรมชาติให้เกิดประโยชน์สูงสุด ไม่แค่ผู้ใช้งานแต่หมายถึงสิ่งแวดล้อมด้วย  นอกจากนี้ยังมีตัวช่วยที่เรียกว่า Solar Scale-Up ให้ลูกบ้านสามารถเลือกติดตั้งโซลาร์ให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ของแต่ละบ้านได้ด้วยตัวเอง จะปรับหรือเพิ่มจำนวนแผง solar ก็ได้ตามพฤติกรรมการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าของผู้อยู่อาศัยภายในบ้าน จำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า ช่วงเวลาของการใช้ไฟฟ้าในแต่ละวัน ประโยชน์สำคัญ คือ ทำให้สามารถควบคุมชั่วโมงการใช้งาน การลดหรือเพิ่มจำนวนเครื่องใช้ไฟฟ้า และการบริหารค่าไฟให้ง่ายยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ เสนาได้มีการติดตั้งระบบเครื่องชาร์จรถยนต์พลังงานไฟฟ้า EV Charger ภายใต้ชื่อ EV Ready ให้กับบ้านทุกหลังในโครงการเสนาพาร์ค วิลล์ รามอินทรา – วงแหวนและโครงการเสนาพาร์ค แกรนด์ รามอินทรา กม.9 และในพื้นที่ส่วนกลางสำหรับคอนโดมิเนียมของเสนา เพื่อรองรับกับไลฟ์สไตล์และเทรนด์ของการใช้รถไฟฟ้า Electric Vehicle หรือที่เราเรียกกันให้ง่าย และ ชินหู คือ รถ EV  กำลังมาแรงเวอร์ทั่วโลกในขณะนี้ด้วย

กลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมาส่งผลให้ เสนาประสบความสำเร็จเป็นอีกหนึ่งผู้นำอสังหาฯในประเทศไทย และยังพ่วงขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในการเปิดคอนโดมิเนียมจำนวนมากที่สุดในปี 2018 และคงต้องติดตามชมกันต่อไปว่าตลอดปีนี้เสนาเตรียมอะไรเด็ดๆเอาไว้สู้กับคู่แข่งในศึกอสังหาฯปี 2019