ผ่ากลยุทธ์ “หัวเว่ย” ขึ้นแท่นเบอร์ 2 สมาร์ทโฟนไทย พร้อมลั่นขึ้นอันดับ 1 ปี 2020

ในที่สุด “หัวเว่ย” (Huawei) แบรนด์สัญชาติจีน ที่เข้ามาบุกตลาดสมาร์ทโฟนในไทย ล่าสุดจากข้อมูล GFK เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ก้าวขึ้นเป็นอันดับ 2 ในเชิงยูนิตได้สำเร็จ ส่วนอันดับ 1 ยังคงเป็นซัมซุง ขณะที่ในเชิง Value ยังคงรั้งอันดับ 3 ของตลาด ส่วนตลาดโลก ปีที่แล้วทำรายได้ 27 พันล้านเหรียญสหรัฐ เติบโต 35% และมียอดขาย 139 ล้านเครื่อง เติบโต 29% ขณะที่ส่วนแบ่งในตลาดโลก เพิ่มขึ้นจาก 9.9% เป็น 11.9%

คุณทศพร นิษฐานนท์ รองผู้อำนวยการ และ คุณชาญวิทย์ เขียวนาวาวงศ์ษา ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท หัวเว่ย คอนซูมเมอร์ บิสสิเนส กรุ๊ป (ประเทศไทย) เผยกลยุทธ์สำคัญที่ผลักดันให้ “หัวเว่ย” ก้าวไปยืนบนตำแหน่งเบอร์ 2 ของตลาดสมาร์ทโฟนในไทย มาจาก 3 ส่วนหลัก ได้แก่

1. Channel Distribution ถือเป็นพื้นฐานสำคัญของการบุกสมาร์ทโฟน เพราะการมีช่องทางการจำหน่ายมากเท่าไร นั่นเท่ากับว่าแบรนด์และสินค้าสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้มากขึ้นตามมา โดยนับตั้งแต่ปี 2016 “หัวเว่ย” มี 1,000 ร้านค้า จากนั้นได้เดินหน้าขยายต่อเนื่อง กระทั่งปัจจุบันอยู่ที่ 7,000 ร้านค้า และภายในปี 2017 ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 8,000 ร้านค้า และแบรนด์ช็อปอีกกว่า 45 จุดทั่วประเทศ

พร้อมด้วยการเพิ่มศูนย์บริการของหัวเว่ย เนื่องจากการมียอดขายเพิ่มขึ้น เท่ากับว่ามีผู้บริโภคใช้งานมากขึ้น ดังนั้น จึงต้องขยายศูนย์บริการควบคู่กันไป โดยในปีนี้ จะมีทั้งหมด 14 ศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด รวมทั้งมี Drop Point ตามร้านของพาร์ทเนอร์ใหญ่ จำนวน 800 จุด และกลยุทธ์ยกระดับบริการหลังการขาย เช่น Door to Door Service รับ-ส่งเครื่องถึงบ้านลูกค้า, Diamond Service หรือบริการสุดพิเศษสำหรับรุ่น Flagship อย่าง P Series และ Mate Series

2. Marketing มุ่งเน้นสร้างการรับรู้ในแบรนด์ ผ่านทั้งช่องทางออนไลน์ และออฟไลน์ เพื่อทำให้เป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคชอบและรัก โดยหนึ่งในกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของ “หัวเว่ย” ที่ผ่านมา คือ การใช้ Brand Ambassador ทั้งในระดับโลก และระดับโลคัล

3. Product ถือเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของ “หัวเว่ย” ที่ Product Portfolio ครอบคลุมทุกเซ็กเมนต์ ตั้งแต่ตลาดบน ภายใต้กลุ่ม Mate Series และ P Series – ตลาดกลาง ภายใต้กลุ่ม GR Series – ตลาดล่าง Y Series พร้อมด้วยกลุ่มแท็บเล็ต

“ปีที่แล้ว หัวเว่ยในประเทศไทยเติบโตจากปี 2015 เป็น 3 เท่า มากกว่าอัตราการเติบโตของตลาดโดยรวม ขณะที่ในปีนี้เราตั้งเป้าหมายโต 3 เท่าเช่นกัน จากตลาดรวมโต 3 – 4% หรืออยู่ที่ 18 ล้านเครื่อง โดยปัจจุบันตลาดสมาร์ทโฟนในไทย มี 2 แบรนด์ที่มีโปรดักส์ครบทุกเซ็กเมนต์ และมี 3 แบรนด์ที่ขายในราคาเกิน 20,000 บาทขึ้นไป โดย “หัวเว่ย” คือ หนึ่งในนั้น โดยในตลาดบนเราใช้กลยุทธ์ Premium Mass Strategy นำเสนอสินค้าที่มี Feature ครบครัน ในราคาสมเหตุสมผล

ปัจจุบันหัวเว่ยเป็นแบรนด์ที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ ทั้งในด้านแบรนด์ และสินค้า ประกอบกับการเปิดตัวสินค้าในแต่ละครั้ง เรามาถูกจังหวะ เช่นการเปิดตัว Huawei P10 Series ในวันนี้ เป็นจังหวะที่ไม่มีแบรนด์ไหนเปิดตัวโปรดักส์ใหม่ ซึ่งเป้าหมายตระกูล P10 ตั้งเป้ายอดขายโต 3 เท่าของ P9 ปีที่แล้ว ขณะเดียวกันโจทย์ใหญ่ของเรายังคงอยู่ที่สร้างการรับรู้ในแบรนด์และสินค้ามากขึ้น และเรายังคงตั้งเป้าหมายขึ้นเป็นอันดับ 1 ของตลาดสมาร์ทโฟนภายในปี 2020”

Share and Comments

Related Post

Latest Posts

Most Commented

ติดตาม Brand Buffet
ฟรี! กดรับข่าวผ่านE-mail อัพเดททุกความเคลื่อนไหว กรอกอีเมลล์ของคุณในช่องด้านล่างนี้ กดยืนยันในอีเมล์ด้วยจึงจะสมบูรณ์

Join other followers

Powered By WPFruits.com